หากพูดถึงชาเขียวญี่ปุ่น ชื่อของ “ชิซูโอกะ” มักเป็นจังหวัดแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึงเสมอ เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งปลูกชาขนาดใหญ่ของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่มีความผูกพันกับวัฒนธรรมชาญี่ปุ่นมายาวนานจนแทบกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาไปแล้ว ปัจจุบัน จังหวัดชิซูโอกะสามารถผลิตชาดิบได้มากที่สุดในญี่ปุ่น คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตทั้งประเทศ แต่กว่าจะกลายมาเป็นดินแดนแห่งชาอย่างทุกวันนี้ เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาเส้นทางการค้าและการเกษตรที่ต่อเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย จนทำให้ชาเขียวของชิซูโอกะกลายเป็นหนึ่งในของขึ้นชื่อที่คนทั่วญี่ปุ่นต่างรู้จัก
จุดเริ่มต้นของชาในญี่ปุ่น จาก “ยา” สู่เครื่องดื่มยอดนิยม

ต้นกำเนิดของชาในญี่ปุ่นนั้นย้อนกลับไปได้ถึงสมัยเฮอัน โดยเชื่อกันว่าทูตญี่ปุ่นที่เดินทางไปยังประเทศจีนในยุคราชวงศ์ถังได้นำวัฒนธรรมการดื่มชากลับเข้ามายังญี่ปุ่น ในช่วงเวลานั้น “ชา” ยังไม่ได้เป็นเครื่องดื่มที่คนทั่วไปดื่มกันในชีวิตประจำวัน แต่ถูกมองว่าเป็นยาชนิดหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและบำรุงสุขภาพมากกว่า
ชาที่ถูกนำเข้ามาในยุคแรก ๆ มีลักษณะใกล้เคียงกับ “มัทฉะ” มากกว่าชาเขียวแบบที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน ส่วนชาเขียวประเภทเซ็นฉะที่ดื่มง่ายและได้รับความนิยมในทุกวันนี้ เพิ่งเริ่มแพร่หลายในภายหลัง โดยเฉพาะในช่วงสมัยเมจิที่วัฒนธรรมการดื่มชาค่อย ๆ เข้าถึงผู้คนทั่วไปมากขึ้น
หนึ่งในหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการดื่มชาในญี่ปุ่นปรากฏอยู่ใน “อาซึมะ คากามิ” ซึ่งเป็นพงศาวดารในสมัยคามาคุระ ภายในบันทึกมีเรื่องราวเกี่ยวกับโชกุนมินาโมโตะ โนะ ซาเนโตโมะ ที่มีอาการเมาค้าง และได้รับชาจากพระภิกษุนามว่า “ไอไซ” พร้อมกับตำรา “คิสสะ โยโจกิ” ซึ่งอธิบายสรรพคุณทางยาของชาเอาไว้
ไอไซถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากต่อวัฒนธรรมชาในญี่ปุ่น เพราะนอกจากจะเป็นผู้ก่อตั้งนิกายรินไซของพุทธศาสนาเซนแล้ว ยังเป็นผู้เผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับประโยชน์ของชาให้แพร่หลายมากขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในยุคนั้นชาคงเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงและถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง พระสงฆ์ และซามูไรเป็นหลัก คนทั่วไปยังไม่ได้มีโอกาสดื่มชากันอย่างแพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน
ต่อมา วัฒนธรรมการดื่มชาค่อย ๆ พัฒนาและแพร่หลายไปทั่วประเทศ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น และยังเชื่อมโยงกับศิลปะ วัฒนธรรม และพิธีชงชาอย่างลึกซึ้งอีกด้วย
จุดเริ่มต้นของชาในชิซูโอกะ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการปลูกชา

แม้ว่าชาจะถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเฮอัน แต่มีเรื่องเล่าว่าชาถูกนำเข้ามายังพื้นที่ของจังหวัดชิซูโอกะในช่วงสมัยคามาคุระ เมื่อพระภิกษุจากแคว้นซูรูกะ ซึ่งเป็นพื้นที่ตอนกลางและตะวันออกของจังหวัดชิซูโอกะในปัจจุบัน ได้นำเมล็ดชากลับมาจากจีนหลังเดินทางไปศึกษาอยู่ในราชวงศ์ซ่ง ก่อนเริ่มทดลองเพาะปลูกในพื้นที่ดังกล่าว
จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี้ ชาค่อย ๆ เติบโตและกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดในเวลาต่อมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชิซูโอกะมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการปลูกชาอย่างมาก
โดยทั่วไปแล้ว ต้นชาจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่นและมีฝนตกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งชิซูโอกะถือว่ามีสภาพแวดล้อมตรงตามเงื่อนไขเหล่านี้แทบทุกข้อ จังหวัดตั้งอยู่ในภูมิภาคโทไกที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำคุโรชิโอ ทำให้อากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีความชื้นและปริมาณฝนที่เหมาะกับการเพาะปลูกชา
นอกจากนี้ พื้นที่หลายแห่งของชิซูโอกะยังตั้งอยู่ใกล้ภูเขาและแม่น้ำ ทำให้เกิดหมอกในช่วงเช้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ใบชามีคุณภาพดี เพราะหมอกจะช่วยปกป้องต้นชาจากแสงแดดจัด และทำให้ใบชามีรสชาติกลมกล่อมมากขึ้น
เมื่อรวมเข้ากับดินที่อุดมสมบูรณ์และน้ำสะอาดจากธรรมชาติ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชิซูโอกะจึงสามารถผลิตใบชาคุณภาพสูงได้ในปริมาณมากกว่าหลายภูมิภาคของญี่ปุ่น และค่อย ๆ สร้างชื่อเสียงในฐานะแหล่งปลูกชาชั้นนำของประเทศ
ทุกวันนี้ หากเดินทางไปยังชิซูโอกะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวชา จะได้เห็นภาพไร่ชาสีเขียวเรียงตัวเป็นแนวยาวสุดสายตา โดยมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง เป็นทิวทัศน์ที่ทั้งสวยงามและกลายเป็นภาพจำของจังหวัดไปแล้ว
เส้นทางการค้าและการคมนาคม ที่ช่วยผลักดันชื่อเสียงของชาแห่งชิซูโอกะ

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชิซูโอกะเติบโตจนกลายเป็นแหล่งผลิตชาขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น คือเรื่องของการคมนาคมและเส้นทางการค้า
ในสมัยเอโดะ มีการคิดค้นวิธีผลิตชาเซ็นฉะโดยนางาทานิ โซเอ็น ชาวไร่ชาจากเมืองอุจิ วิธีการผลิตแบบใหม่นี้ช่วยให้ชามีกลิ่นหอมและดื่มง่ายขึ้น จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เฉพาะในกลุ่มซามูไรหรือชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายไปยังคนทั่วไปด้วย
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ถนนโทไคโดก็กลายเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักของญี่ปุ่น เนื่องจากรัฐบาลเอโดะใช้ระบบ “ซันกิน-โคไต” หรือระบบสลับเวรของไดเมียว ทำให้ผู้คนและสินค้าจำนวนมากเดินทางผ่านเส้นทางนี้อยู่ตลอดเวลา เมืองพักแรมต่าง ๆ จึงค่อย ๆ เติบโตตามไปด้วย
ชิซูโอกะถือว่าได้เปรียบอย่างมาก เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางโทไคโดพอดี ทำให้สามารถขนส่งชาไปยังเอโดะ หรือโตเกียวในปัจจุบัน ได้สะดวกและรวดเร็ว ชาจากชิซูโอกะจึงเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ
ต่อมาในช่วงปลายยุคเอโดะจนถึงสมัยเมจิ ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศและขยายการค้ากับต่างชาติ ชาญี่ปุ่นจึงกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญคู่กับผ้าไหมดิบ โดยเฉพาะชาจากชิซูโอกะที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดต่างประเทศ
ในช่วงเวลานั้น อดีตซามูไรจำนวนไม่น้อยต้องหางานใหม่หลังระบบศักดินาสิ้นสุดลง หลายคนจึงหันมาพัฒนาพื้นที่ราบสูงมากิโนฮาระในชิซูโอกะให้กลายเป็นไร่ชาขนาดใหญ่ พื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกชาที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน
ด้วยพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ ประกอบกับทำเลที่อยู่ใกล้ท่าเรือโยโกฮามา ทำให้ชิซูโอกะสามารถผลิตและส่งออกชาได้อย่างต่อเนื่อง จนสร้างชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตชาระดับประเทศและระดับโลก
ชิซูโอกะในปัจจุบัน กับการพัฒนาชาให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม

แม้ว่าปัจจุบันชิซูโอกะจะเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งผลิตชาที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่จังหวัดแห่งนี้ก็ยังไม่หยุดพัฒนา วงการชาของชิซูโอกะยังคงมีการวิจัยสายพันธุ์ใหม่ ๆ และคิดค้นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น
หนึ่งในสายพันธุ์ชาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ “ยาบุกิตะ” ซึ่งถือเป็นสายพันธุ์หลักของชาเขียวญี่ปุ่น เพราะให้รสชาติสมดุล ดื่มง่าย และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ แต่ในช่วงหลัง ก็เริ่มมีสายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เช่น “ซาเอมิโดริ” ซึ่งเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างยาบุกิตะกับอาซัตสึยุ ชาคุณภาพสูงประเภทเกียวคุโระ
ซาเอมิโดริมีจุดเด่นเรื่องรสสัมผัสนุ่มละมุน สีเขียวสด และความหวานที่ชัดเจน จนกลายเป็นสายพันธุ์ที่คนรักชาหลายคนชื่นชอบ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาชาไร้คาเฟอีน ชาสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้คนมากขึ้น
ทุกวันนี้ ชาของชิซูโอกะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการท่องเที่ยวด้วย นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมเดินทางไปเยี่ยมชมไร่ชา ทดลองเก็บใบชา หรือร่วมเวิร์กช็อปชงชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมชาญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด
กว่าที่ชิซูโอกะจะกลายมาเป็นดินแดนแห่งชาอย่างทุกวันนี้ เบื้องหลังเต็มไปด้วยทั้งประวัติศาสตร์ยาวนาน สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม การพัฒนาเส้นทางการค้า และความพยายามของผู้คนหลายยุคหลายสมัย จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในสมัยคามาคุระ ชาค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นสินค้าสำคัญระดับประเทศ และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นสายพันธุ์ใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชา หรือการส่งต่อวัฒนธรรมชาให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักมากขึ้น ชิซูโอกะจึงไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดที่ปลูกชาเยอะที่สุดในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่สะท้อนเสน่ห์และความลึกซึ้งของวัฒนธรรมชาญี่ปุ่นได้อย่างงดงามอีกด้วย
สรุปเนื้อหาจาก : ooigawachaen.co.jp