ฤดูร้อนในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงแค่แสงแดด สายลม และท้องทะเลอันสดใส แต่ยังเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของ “เทศกาลฤดูร้อน” (Natsu Matsuri) ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน งานเหล่านี้เป็นมากกว่าการเฉลิมฉลอง แต่คือการหลอมรวมประเพณีเก่าแก่เข้ากับความสนุกสนานสมัยใหม่ เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนจะได้สวมใส่ชุดยูกาตะสีสันสดใส ออกมารวมตัวกันบนท้องถนนเพื่อร่วมเต้นรำ ร้องเพลง และชื่นชมความงามของขบวนแห่ที่ประดับประดาอย่างวิจิตรตระการตา
บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจเทศกาลฤดูร้อนอันโด่งดัง 7 แห่งทั่วญี่ปุ่น โดยจะจัดในตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมของทุกคน ตั้งแต่การแห่โคมไฟยักษ์ไปจนถึงการเต้นรำอันมีชีวิตชีวา!
1. เทศกาลอาโอโมริเนบุตะ (Aomori Nebuta Festival)

เทศกาลอาโอโมริเนบุตะเป็นหนึ่งในสี่เทศกาลฤดูร้อนที่ยิ่งใหญ่ของภูมิภาคโทโฮคุ และได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านที่จับต้องไม่ได้ของญี่ปุ่นตั้งแต่ปีค.ศ. 1980 จุดเด่นของเทศกาลนี้คือขบวนแห่โคมไฟยักษ์ “เนบุตะ” ที่สร้างจากโครงไม้และกระดาษ ประดับประดาด้วยภาพนักรบในตำนานและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ ขบวนเนบุตะแต่ละชิ้นใช้เวลาสร้างถึง 1 ปี และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญกว่า 300 คนในการประกอบขึ้น
ต้นกำเนิดของเทศกาลนี้เชื่อมโยงกับพิธี “เนมูริ นางาชิ” หรือการลอยความง่วงเหงาหาวนอนที่จัดขึ้นในวันทานาบาตะ (7 กรกฎาคม) เพื่อชำระล้างความเหนื่อยล้าของฤดูร้อน ว่ากันว่าชื่อ “เนบุตะ” เพี้ยนมาจากคำว่า “เนมูริ นางาชิ” ที่หมายถึงการลอยความง่วงงุนออกไป แม้ว่าเทศกาลจะเคยถูกยกเลิกไปหลายครั้งในช่วงสงคราม แต่ก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นในปีค.ศ. 1947 ภายใต้ชื่อ “เทศกาลท่าเรือฟื้นฟูความเสียหายจากสงคราม” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “เทศกาลเนบุตะอาโอโมริ” ในปีค.ศ. 1958 และกลายเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศที่ดึงดูดผู้คนกว่า 2 ล้านคนในปัจจุบัน
2. เทศกาลทานาบาตะเซนได (Sendai Tanabata Festival)

เทศกาลเซนไดทานาบาตะเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของภูมิภาคโทโฮคุ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยของ ดาเตะ มาซามุเนะ (ค.ศ. 1567-1636) เจ้าเมืองคนแรกของเซนได จุดเด่นของงานคือการประดับประดาด้วยไม้ไผ่ยักษ์ที่สูงกว่า 10 เมตร และการตกแต่งด้วยกระดาษสีสันสดใสที่ห้อยลงมาตามร้านค้าและย่านช้อปปิ้งทั่วเมืองเซนได จนเกือบจะเหนือศีรษะของผู้คน
แม้ว่าเทศกาลนี้จะจัดขึ้นทุกปีในวันที่ 7 กรกฎาคมตามปฏิทินจันทรคติ แต่หลังจากที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนมาใช้ปฏิทินใหม่ (ปฏิทินเกรโกเรียน) ในปีค.ศ. 1872 ทางเมืองเซนไดจึงเลื่อนการจัดงานมาเป็นวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นหนึ่งเดือนถัดมา เทศกาลเซนไดทานาบาตะเคยถูกยกเลิกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ได้กลับมาจัดอีกครั้งในปีค.ศ. 1946 และหลังจากนั้นก็เริ่มเติบโตเป็นงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่า 2 ล้านคนในแต่ละปี โดยมีการแสดงดอกไม้ไฟและคอนเสิร์ตกลางแจ้งเพิ่มเติมเข้ามา
3. เทศกาลเกียวโต กิออน (Kyoto Gion Festival)

เทศกาลเกียวโต กิออน เป็นหนึ่งในเทศกาลที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น มีประวัติย้อนไปถึงสมัยเฮอัน (ค.ศ. 794-1185) โดยจุดเริ่มต้นมาจากพิธี “โกเรียวเอะ” ในปี ค.ศ.869 เพื่อขับไล่โรคระบาดและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งผู้คนในยุคนั้นเชื่อว่าเป็นผลงานของวิญญาณชั่วร้าย เทศกาลนี้จัดขึ้นที่ศาลเจ้ายาซากะ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกในปีค.ศ. 2009
ไฮไลต์ของงานคือขบวนแห่ “ยามาโฮโกะ จุงโกะ” ซึ่งประกอบด้วยรถแห่ขนาดใหญ่ 34 คันที่ประดับประดาอย่างวิจิตรตระการตาและเคลื่อนผ่านใจกลางเมืองเกียวโตในวันที่ 17 และ 24 กรกฎาคม รถแห่แต่ละคันเป็นตัวแทนของตำนานและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีตโดยช่างฝีมือชั้นสูง แม้ว่าเทศกาลนี้จะเคยถูกระงับไปหลายครั้งเนื่องจากสงครามและภัยพิบัติ แต่ชาวเมืองเกียวโตก็ยังคงสืบสานประเพณีนี้ไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย
4. เทศกาลเท็นจิน (Tenjin Festival)
เทศกาลเท็นจินแห่งโอซาก้าเป็นหนึ่งในสามเทศกาลสำคัญของญี่ปุ่น และมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ปีค.ศ. 951 หลังจากศาลเจ้าโอซาก้าเท็นมังงูถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ “สุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ” (ค.ศ. 845-903) เทพเจ้าแห่งการเรียนรู้ เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อขอพรให้วิญญาณของเทพเจ้าดูแลความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค
จุดเด่นของเทศกาลเท็นจินคือขบวนแห่ทางบก “ริคุโตเกียว” ที่มีผู้คนกว่า 3,000 คนแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายโบราณ และขบวนแห่ทางน้ำ “ฟุนาโตเกียว” ซึ่งเป็นการล่องเรือประดับประดาไปตามแม่น้ำโอคาวะ ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงท้ายของเทศกาลยังมีการแสดงดอกไม้ไฟอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า “ดอกไม้ไฟอุทิศ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีดอกไม้ไฟรูปดอกพลัมสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของ “สุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ” เทศกาลเท็นจินจึงไม่เพียงแต่เป็นการระลึกถึงเทพเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของเมืองโอซาก้ามาอย่างยาวนาน
5. การเต้นรำอาวะ โทคุชิมะ (Tokushima Awa Odori)

การเต้นรำอาวะ โทคุชิมะเป็นหนึ่งในการเต้นรำบงโอโดริที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี แม้ว่าต้นกำเนิดจะยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ก็มีหลายทฤษฎีที่น่าสนใจ เช่น ทฤษฎีที่ว่าการเต้นรำนี้เกิดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการสร้างปราสาทโทคุชิมะในยุคของ “ฮาจิซูกะ อิเอมาสะ” (ค.ศ. 1558-1639) หรืออาจมีรากฐานมาจากการเต้นรำฟุริวโอโดริ หรือบงโอโดริแบบดั้งเดิม
เสน่ห์ของการเต้นรำอาวะอยู่ที่ความแตกต่างในการเต้นรำระหว่างเพศชาย หญิง และเด็ก ผู้หญิงจะเต้นรำอย่างสง่างามและอ่อนช้อย ในขณะที่ผู้ชายจะเต้นรำอย่างแข็งขันและมีพลัง นอกจากนี้ แต่ละกลุ่มนักเต้นก็จะมีสไตล์การเต้นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ผู้ชมสามารถเพลิดเพลินกับการเต้นรำที่หลากหลาย ตั้งแต่แบบดั้งเดิมไปจนถึงแบบกายกรรมหรือแม้กระทั่งการผสมผสานกับฮิปฮอป ทำให้เทศกาลนี้เป็นงานที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและสีสันที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศ
6. เทศกาลโคจิ โยซาโคอิ (Kochi Yosakoi Festival)

เทศกาลโคจิ โยซาโคอิเริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1954 โดยกลุ่มเยาวชนหอการค้าและอุตสาหกรรมโคจิที่ต้องการสร้างเทศกาลเพื่อฟื้นฟูจิตใจของผู้คนหลังสงคราม และสร้างงานเฉลิมฉลองที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้เหมือนเทศกาลอาวะโอโดริในโทคุชิมะ จุดเด่นของเทศกาลนี้คือการเต้นรำพร้อมกับถือ “นารุโกะ” หรือกระดิ่งไม้ไว้ในมือทั้งสองข้าง ซึ่งสร้างจังหวะอันเร้าใจไปพร้อมกับดนตรี
ทุกปีจะมีทีมเต้นรำกว่า 200 ทีมเข้าร่วมงาน แต่งกายด้วยชุดหลากสีสันที่ออกแบบมาอย่างวิจิตรบรรจง และแสดงความสามารถในการเต้นรำตามถนนและเวทีต่างๆ ทั่วเมือง เพื่อชิงรางวัลอันทรงเกียรติอย่างรางวัล Yosakoi Grand Prize ปัจจุบันเทศกาลนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 10,000 คน และยังได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดเทศกาลโยซาโคอิขึ้นในอีกหลายเมืองทั่วประเทศญี่ปุ่น เช่น เทศกาลโยซาโคอิ โซรัน ในซัปโปโร ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ. 1992
7. ฮากาตะ กิออน ยามาคาสะ (Hakata Gion Yamakasa)
เทศกาลฮากาตะ กิออน ยามาคาสะเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกในปีค.ศ. 2016 ต้นกำเนิดของเทศกาลยังไม่ชัดเจน แต่ทฤษฎีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการที่ “พระเอนนิ” (ค.ศ. 1195-1280) ได้พรมน้ำเพื่อชำระล้างเมืองและขับไล่โรคระบาดในปีค.ศ. 1251
ไฮไลต์ของงานคือการแข่งขัน “โออิยามะ” ซึ่งเป็นการวิ่งแข่งขันหามรถแห่ “คากิยามะ” ไปตามเส้นทางที่กำหนดในระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร โดยทีมผู้แบกจะผลัดกันแบกเกวียนและวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อทำเวลาให้ดีที่สุด การแข่งขันที่ดุเดือดนี้มีต้นกำเนิดมาจากเหตุการณ์ในปีค.ศ. 1687 ที่สองกลุ่มในเมืองเกิดการแข่งขันกันเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง และการแข่งขันนี้ก็ยังคงเป็นจุดเด่นของเทศกาลมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ ยังมี “คาซาริยามะ” หรือรถแห่ประดับที่ถูกตั้งโชว์ไว้ตามจุดต่างๆ ทั่วฮากาตะให้ผู้คนได้ชื่นชมความงามอีกด้วย เทศกาลนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าประเพณีเก่าแก่ยังคงหยั่งรากลึกและเติบโตอย่างแข็งแกร่งในชุมชนท้องถิ่น
เทศกาลฤดูร้อนในญี่ปุ่นแต่ละแห่งล้วนมีเรื่องราวและเสน่ห์เฉพาะตัวที่น่าค้นหา ไม่ว่าจะเป็นความยิ่งใหญ่ของขบวนแห่โคมไฟยักษ์ในอาโอโมริ ความงามของดอกไม้ไฟในโอซาก้า หรือการเต้นรำอันมีชีวิตชีวาในโทคุชิมะและโคจิ เทศกาลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสให้ผู้คนได้ออกมาเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้และสัมผัสกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
สรุปเนื้อหาจาก : jpnculture.net