เมื่อพูดถึงโดทงโบะริใน โอซาก้า หลายคนคงนึกถึงภาพป้ายไฟนีออนขนาดยักษ์ ร้านอาหารเรียงรายริมคลอง และป้ายกูลิโกะ ที่ตั้งตระหง่านใกล้สะพานเอบิสึบาชิ จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่โด่งดังที่สุดของเมือง แต่เบื้องหลังภาพนักวิ่งที่คุ้นตาในปัจจุบันนั้น ป้ายกูลิโกะได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย โดยแต่ละรุ่นสะท้อนทั้งเทคโนโลยี แนวคิด และบรรยากาศของโอซาก้าในช่วงเวลานั้น หากอยากทำความรู้จักประวัติศาสตร์ของแลนด์มาร์คแห่งนี้ให้มากขึ้น พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์เอซากิคือสถานที่ที่รวบรวมเรื่องราวเหล่านั้นไว้อย่างน่าสนใจ
จากป้ายรุ่นแรกสู่สัญลักษณ์ของย่านโดทงโบะริ

ภายในพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์เอซากิ มีการจัดแสดงไดโอรามาของป้ายกูลิโกะตั้งแต่รุ่นแรกไปจนถึงรุ่นที่ห้า ทำให้ผู้เข้าชมสามารถมองเห็นพัฒนาการของแลนด์มาร์คแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน
ป้ายรุ่นแรกถูกสร้างขึ้นในปี 1935 และใช้งานจนถึงปี 1943 ความโดดเด่นของป้ายยุคแรกคือความสูงถึง 33 เมตร ซึ่งถือว่าใหญ่และโดดเด่นอย่างมากในยุคนั้น ด้วยขนาดอันมหึมา ป้ายจึงกลายเป็นจุดสังเกตสำคัญของย่านมินามิในโอซาก้าทันที
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ป้ายรุ่นที่สองได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงปี 1955 ถึง 1963 จุดเด่นของรุ่นนี้คือเวทีพิเศษบริเวณฐานของหอคอยนีออน ซึ่งถูกใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงดนตรีหรือการแสดงตลก สะพานเอบิสึบาชิกลายเป็นจุดชมวิวสำคัญที่ผู้คนสามารถมองเห็นทั้งกิจกรรมและป้ายกูลิโกะได้พร้อมกัน
นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของป้ายกูลิโกะในแต่ละยุค

ป้ายกูลิโกะไม่ได้เป็นเพียงป้ายโฆษณาธรรมดา แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับทดลองแนวคิดใหม่ๆ ที่สะท้อนความก้าวหน้าของแต่ละยุคสมัย
ป้ายรุ่นที่สาม ซึ่งใช้งานระหว่างปี 1963 ถึง 1972 ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นที่สุด ด้วยระบบพ่นน้ำหนักถึง 12 ตันจากใจกลางหอคอยนีออน น้ำที่พุ่งออกมาจะถูกส่องสว่างด้วยหลอดไฟสีจำนวน 12 ดวง สร้างเอฟเฟกต์คล้ายสายรุ้งที่สวยงาม จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในการออกแบบที่ล้ำสมัยที่สุดในประวัติศาสตร์ของป้ายกูลิโกะ
ต่อมาในปี 1972 ป้ายรุ่นที่สี่ได้ปรากฏขึ้น และกลายเป็นภาพจำของใครหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นเคยกับโดทงโบะริในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จุดเด่นของรุ่นนี้คือฉากหลังที่เป็นลู่วิ่งกรีฑา ซึ่งช่วยเสริมภาพนักวิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น หลายคนยังคงจดจำภาพของป้ายรุ่นนี้ได้แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี
ป้ายกูลิโกะกับการสะท้อนเอกลักษณ์ของโอซาก้า

ป้ายรุ่นที่ห้า ซึ่งใช้งานระหว่างปี 1998 ถึง 2014 ได้รับการออกแบบให้สะท้อนความเป็นโอซาก้ามากยิ่งขึ้น ภาพนักวิ่งยังคงเป็นองค์ประกอบหลัก แต่ฉากหลังถูกเพิ่มเติมด้วยสถานที่สำคัญของเมือง ไม่ว่าจะเป็นปราสาทโอซาก้า พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง โอซาก้าโดม หรือหอคอยสึเทนคาคุ
การออกแบบดังกล่าวทำให้ป้ายกูลิโกะไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นตัวแทนของเมืองโอซาก้าอีกด้วย ผู้มาเยือนสามารถมองเห็นภาพรวมของสถานที่สำคัญต่างๆ ผ่านป้ายเพียงป้ายเดียว
ในปี 2014 ป้ายรุ่นที่ห้าได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนเป็นระบบ LED ซึ่งเป็นรุ่นที่ผู้คนเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ภาพนักวิ่งที่กางแขนเข้าเส้นชัยยังคงได้รับการสืบทอดต่อเนื่อง กลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น
ป้ายกูลิโกะแห่งโดทงโบะริไม่ได้เป็นเพียงป้ายโฆษณาที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และความทรงจำของผู้คนหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ป้ายรุ่นแรกที่สูงตระหง่านเหนือย่านมินามิ รุ่นที่มีเวทีจัดกิจกรรม รุ่นที่สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการพ่นน้ำ ไปจนถึงรุ่นที่นำเสนอแลนด์มาร์คสำคัญของโอซาก้า หากคุณสนใจเรื่องราวเบื้องหลังของสัญลักษณ์แห่งนี้ การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์เอซากิอาจทำให้คุณได้ค้นพบมุมมองใหม่ๆ และหวนรำลึกถึงภาพจำของโดทงโบะริในแต่ละยุคสมัยอีกครั้ง
สรุปเนื้อหาจาก : glico.com