ในระยะแรกโรคไตมักไม่ค่อยแสดงอาการใด ๆ ให้เห็น หากเราไม่หมั่นตรวจร่างกายหรือสังเกตความผิดปกติก็ยากที่จะรู้ ซึ่งจะทำให้การทำงานของไตเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ จนเข้าสู่อาการโรคไตระยะสุดท้ายที่มีของเสียคั่งอยู่ในกระแสเลือด จนต้องทำการรักษาด้วยวิธีการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกไตหรือรักษาด้วยการปลูกถ่ายไต เป็นต้น แทนการปล่อยให้ภาวะเสื่อมสภาพของไตลุกลามจนยากแก่การรักษาก็มาสังเกตภาวะความผิดปกติของไตที่เกิดขึ้นและวิธีการดูแลตัวเองให้การทำงานของไตดีขึ้นตามคำแนะนำของ คุณหมอมาซาฮิโระ โคซึกิ (Dr. Masahiro Kozuki) อธิการบดีมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งจังหวัดยามากาตะกันค่ะ
หน้าที่ของไต
ไตทำหน้าที่กรองเลือดที่ไหลมาจากทั่วร่างกายและขับสารอาหารและของเสียที่ไม่จำเป็นออกจากร่างกายในรูปปัสสาวะ หน้าที่การทำงานนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ของเสียที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น ยูเรีย คั่งอยู่ในกระแสเลือดและไหลเวียนทั่วร่างกาย โดยทั่วไปแล้วจะยากในการสังเกตหรือวินิจฉัยความผิดปกติเริ่มแรกของไต แต่หากความผิดปกติของไตรุนแรงขึ้นก็จะส่งผลทำให้ต้องฟอกไตเพื่อป้องกันภาวะไตวาย นอกจากนี้ การทำงานของไตและหัวใจมีความเชื่อมโยงกัน หากการทำงานของไตเสื่อมลงก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหลอดเลือดสมองและกล้ามเนื้อหัวใจตายที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
อาการบ่งชี้ว่าการทำงานของไตเสื่อมลง
- เข้าห้องน้ำตอนกลางคืนมากกว่า 2 ครั้ง
- ปัสสาวะเป็นฟอง
- เท้าบวมจนใส่รองเท้าลำบากหรือนิ้วบวมจนใส่แหวนไม่เข้า
- หายใจติดขัด
- รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
- ผิวหนังซีดหรือมีจ้ำเลือดขึ้นง่าย
- ปวดเอวและปวดหลังมากผิดปกติ
ผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาค่าโปรตีนครีเอตินิน (Creatinine) และค่าไตหรือ eGFR (estimated Glomerular filtration rate) เพื่อวินิจฉัยโรคและทำการรักษาต่อไป

พฤติกรรมที่ช่วยป้องกันและฟื้นฟูจากโรคไต
1. นอนหลับพักผ่อนในปริมาณที่เหมาะสม
จากงานวิจัยพบว่าการนอนหลับน้อยกว่า 5 ชั่วโมงจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตประมาณ 2.1 เท่า ในทางกลับกัน การนอนหลับมากกว่า 8 ชั่วโมงก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตประมาณ 1.5 เท่า การนอนหลับประมาณ 7 ชั่วโมงเป็นปริมาณที่เหมาะสมที่ช่วยป้องกันโรคไตเรื้อรังได้
2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด
การหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดจะช่วยในการป้องกันและฟื้นฟูไตได้ ซึ่งทำได้โดยการลดปริมาณเครื่องปรุงรสที่ให้รสเค็ม เช่น เกลือและโชยุให้น้อยลง โดยสามารถปรุงอาหารให้อร่อยได้โดยใช้เครื่องปรุงรสที่มีรสเผ็ด (ผงพริก น้ำมันพริก หรือทาบาสโก) ดาชิจากคอมบุ น้ำส้มสายชู และมะนาวแทนเครื่องปรุงรสเค็ม นอกจากนี้ การผัดผักโดยใส่กระเทียมเยอะ ๆ จะทำให้เมนูผัดอร่อยขึ้นโดยไม่ต้องเติมเกลือหรือเครื่องปรุงรสเค็มมาก
3. ป้องกันการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด
การหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีแป้งและขนมหวานในปริมาณมาก รวมทั้งการรับประทานอาหารตามลำดับโดยเริ่มจากผัก อาหารประเภทโปรตีน และตามด้วยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะช่วยป้องกันการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของระดับน้ำตาลในเลือด และส่งผลในการฟื้นฟูการทำงานของไต
4. ออกกำลังกายในปริมาณที่เหมาะสม
จากรายงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นเวลา 30 นาทีต่อวัน หรือเดินแกว่งแขนอย่างน้อยวันละประมาณ 3,000 ก้าว สามารถช่วยป้องกันการเสื่อมของไตได้
5. แช่น้ำอุ่น
การแช่น้ำอุ่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอนสามารถช่วยลดการเพิ่มขึ้นของระดับในเลือดหลังมื้ออาหารเย็น อีกทั้งยังช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีซึ่งส่งผลดีต่อไต

โรคไตเป็นภัยเงียบที่มักไม่พบอาการในตอนเริ่มแรก หากเป็นโรคไตเรื้อรังและรุนแรงก็จะส่งผลให้เกิดไตวายและส่งผลเสียต่อระบบหัวใจจนอาจทำให้เสียชีวิตได้ เพื่อป้องกันการเกิดโรคไตและช่วยให้หน้าที่การทำงานของไตดีขึ้น ลองนำพฤติกรรมดังกล่าวไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก: kaigo-postseven.com