โรคเดือนห้าคืออะไร? ในช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยกังวลเกี่ยวกับโรคทางด้านจิตใจนี้ มารู้จักโรคดังกล่าวและลักษณะอาการที่บ่งบอกว่าอาจเป็นโดยไม่รู้ตัวตามคำบอกเล่าของจิตแพทย์ชาวญี่ปุ่นกันค่ะ
เมื่อการปรับตัวเริ่มต้นสิ่งใหม่กลายเป็นภัยเงียบ?

โรคเดือนห้า เป็นภาวะทางจิตใจแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยในช่วงเดือนพฤษภาคม โดยจะมีอาการซึม หดหู่ เหนื่อยหน่าย ไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจ และไม่อยากทำอะไร เป็นต้น
สาเหตุของการเกิดโรคนี้ คาดว่าเป็นผลมาจากการที่คนญี่ปุ่นเหนื่อยล้าจากการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในช่วงเดือนเมษายน เช่น นักเรียนนักศึกษาเริ่มต้นปีการศึกษาใหม่ พนักงานบริษัทรุ่นใหม่เริ่มเข้าทำงานใหม่ กล่าวคือ หลังจากเริ่มเรียนและทำงานใหม่ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่จึงส่งผลทำให้ผู้คนเกิดความเครียดอันเนื่องมาจากปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในช่วงเริ่มต้นนั้นนั่นเอง
แม้เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวสัปดาห์ทองหรือโกลเด้นวีค (Golden week) ทุกคนก็จะได้หยุดพักผ่อนยาวหลายวัน แต่คนบางส่วนที่มีความเครียดและความกังวลสะสมจากการปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ไม่ได้มาตั้งแต่เดือนเมษายนั้นจะเกิดถาวะที่ รู้สึกไม่อยากกลับไปเรียนหรือไปทำงานต่อ และเลวร้ายคือในบางคนอาจถึงขึ้นมีอาการซึม ไม่มีเรี่ยวแรงและแรงบันดาลใจ
หากใครมีภาวะดังกล่าวไปนาน ๆ อาจทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาวได้ ดังนั้นจึงไม่ควรมองว่าโรคนี้เป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย
ลักษณะอาการที่บ่งบอกถึงโรค
ผู้ที่ป่วยโรคดังกล่าวจะมีลักษณะอาการร่วมกันบางประการทั้งในด้านบุคลิกภาพและรูปแบบพฤติกรรม โดยหากมีลักษณะอาการตามดังต่อไปนี้มากกว่าสองรายการและเป็นมากกว่าสองสัปดาห์ติดต่อกันก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าได้
1. ไม่อยากลุกจากเตียงนอนในตอนเช้า

ลักษณะเฉพาะของโรค คือ อ่อนเพลียและอ่อนล้า และอาการอาจเด่นชัดเป็นพิเศษตอนตื่นนอนในตอนเช้า หากพบว่าลุกขึ้นจากเตียงในตอนเช้าไม่ได้แม้ว่าจะคิดว่า “ถึงเวลาต้องตื่นแล้ว” หรือเริ่มไปทำงานสายและขาดงานบ่อยครั้งขึ้น ก็อาจเป็นเข้าแล้ว
2. เบื่ออาหารหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น
ความเครียดและภาวะซึมเศร้าส่งผลต่อความอยากอาหารด้วย โดยอาจมีอาการเบื่อและไม่อยากรับประทานอาหาร หรือในทางกลับกัน รับประทานอาหารมากเกินไป หรือมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่แตกต่างไปจากปกติ
3. รู้สึกไม่สนใจในสิ่งที่เคยชอบและสนุกที่จะทำ
หากไม่รู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมที่เคยทำให้ผ่อนคลาย เช่น งานอดิเรกหรือการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเหมือนอย่างที่เคยเป็น ก็เป็นสัญญาณว่าอารมณ์ที่หดหู่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
4. ทำงานผิดพลาดมากขึ้นและไม่สามารถจดจ่อกับงานได้

ความอ่อนล้า ขาดสมาธิ และไม่สามารถจดจ่อกับงานได้เป็นลักษณะหนึ่งที่มักเกิดขึ้นพร้อมกับอาการของโรคซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอย่างมากและทำงานผิดพลาดบ่อยครั้งขึ้น
5. มีแนวโน้มที่จะตำหนิตัวเองและคิดว่า “ตัวเองไม่ดี” มากขึ้น

คนที่มีภาวะของดรคนี้จะรู้สึกว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของตน หรือรู้สึกว่าต้องพยายามให้มากขึ้นในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งแสดงว่าบุคคลกำลังอยู่ในภาวะที่นับถือตนเองต่ำเกินไป สิ่งดังกล่าวมักเกิดขึ้นกับผู้ที่ขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบมากเป็นพิเศษ
6. คุณภาพการนอนหลับลดลง
ปัญหาการนอนหลับ เช่น นอนหลับยากในเวลากลางคืน ตื่นกลางดึกหลายครั้ง และตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วนอนหลับต่อไม่ได้ เป็นต้น เป็นอาการที่สะท้อนถึงการมีความเครียดทางจิตใจและเป็นสัญญาณของอาการป่วย

หากมีลักษณะอาการดังที่กล่าวข้างต้นอย่างน้อยสองรายการขึ้นไปและเป็นมากกว่าสองสัปดาห์ติดต่อกัน อย่านิ่งนอนใจคิดว่าเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากความเครียดและการทำงาน ให้ลองพิจารณาอาการของตนเองอย่างใส่ใจและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น หากเพิกเฉยทิ้งไว้ในระยะยาวก็จะพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก: saita-puls.com