คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานกะหล่ำปลีดิบเพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเต็มที่ อีกทั้งกะหล่ำปลียังเป็นอาหารทางเลือกเพื่อช่วยดูแลสุขภาพลำไส้และลดน้ำหนักด้วย มารู้เหตุผลที่คนญี่ปุ่นใช้กะหล่ำปลีเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักและวิธีการรับประทานกะหล่ำปลีเพื่อช่วยลดน้ำหนักกันค่ะ
เหตุผลที่คนญี่ปุ่นนิยมใช้กะหล่ำปลีเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนัก
1. กะหล่ำปลีอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร

กะหล่ำปลีมีปริมาณแคลอรีต่ำและมีเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำในสัดส่วนที่สมดุลกัน เส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีของลำไส้ ส่วนเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำจะช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้และเพิ่มปริมาณอุจจาระเพื่อขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
2. กะหล่ำปลีอุดมไปด้วยสารต้านการอักเสบและสารรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้

กะหล่ำปลีอุดมไปด้วยเอนไซม์ที่เรียกว่าฟอสโฟไลเปส ดี (Phospholipase D, PLD) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลายฟอสโฟลิปิดให้เป็นกรดฟอสฟาติดิก (Phosphatidic acid, PA) และกรดชนิดนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดไลโซฟอสฟาติดิก (Lysophosphatidic acid, LPA) ในร่างกาย โดย LPA ทำหน้าที่ช่วยปกป้องและส่งเสริมการสมานแผลของเยื่อบุลำไส้ และกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ นอกจากนี้ กะหล่ำปลียังอุดมไปด้วยวิตามิน U ซึ่งช่วยฟื้นฟูเยื่อบุลำไส้ที่เสียหายจากความเครียดหรือพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดี และช่วยให้สุขภาพของระบบทางเดินอาหารแข็งแรง
วิธีการรับประทานกะหล่ำปลีเพื่อลดน้ำหนัก
1. รับประทานในมื้ออาหารเย็น

ระบบลำไส้ของคนเราจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. ถึง 02.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและขับของเสียออกจากลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การรับประทานกะหล่ำปลีในมื้อเย็นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้และช่วยให้กรดไลโซฟอสฟาติดิก (LPA) ทำหน้าที่ซ่อมแซมและฟื้นฟูลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กะหล่ำปลียังมีปริมาณแคลอรีต่ำและอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารจึงช่วยให้อิ่มท้อง ช่วยป้องกันไม่ให้รับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป และป้องกันการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด ตลอดจนยับยั้งการสะสมของไขมันในร่างกาย
2. รับประทานแบบดิบ

โดยปกติเอนไซม์ฟอสโฟไลเปส ดี นั้นไม่ทนต่อความร้อนและจะสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานเมื่อโดนความร้อนที่สูงกว่า 70 องศาเซลเซียส การรับประทานกะหล่ำปลีดิบจึงเป็นวิธีการที่ดีเพื่อช่วยคงประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ไว้ ทั้งนี้การหั่นเป็นเส้นบาง ๆ หรือบดละเอียดจะยิ่งทำให้เอนไซม์ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับสมดุลและดูแลสุขภาพลำไส้
3. รับประทานเป็นอันดับแรกในมื้ออาหาร

การรับประทานกะหล่ำปลีเป็นอันดับแรกในมื้อเย็นจะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในร่างกาย นอกจากนี้ การเคี้ยวอย่างละเอียดจะช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ซึ่งส่งผลในการลดปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไปโดยธรรมชาติ
4. รับประทานในรูปแบบกะหล่ำปลีหมัก
การรับประทานกะหล่ำปลีหมัก เช่น กิมจิ หรือกะหล่ำปลีดองแบบเยอรมัน (เซาเออร์เคราท์, Sauerkraut) จะช่วยผสานพลังของแลคติกแอซิดแบคทีเรียและเส้นใยอาหาร เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีของลำไส้

สุขภาพลำไส้ดีนอกจากจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างราบรื่นแล้วก็ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของร่างกาย เสริมสร้างสมดุลทางอารมณ์และจิตใจ ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และช่วยให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ดี มาดูแลสุขภาพลำไส้ให้แข็งแรงเพื่อช่วยในการควบคุมและลดน้ำหนักโดยมีกะหล่ำปลีเป็นตัวช่วยกันค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก: yogajournal.jp