ในช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวอย่างต่อเนื่อง คนจำนวนไม่น้อยนึกอยากรับประทานของหวานโดยเฉพาะอย่างยิ่งไอศกรีมหลังมื้อเย็นหรือเป็นของว่างรอบดึกหลังจากอาบน้ำเสร็จ อย่างไรก็ตาม ไอศกรีมส่วนใหญ่มักมีปริมาณน้ำตาลสูงซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายโดยทำให้รู้สึกอ่อนเพลียในช่วงฤดูร้อนหรือทำให้สุขภาพร่างกายถดถอยลงได้ มารู้ข้อเสียของการรับประทานของหวานก่อนนอน และทางเลือกของของหวานเพื่อสุขภาพที่สามารถรับประทานก่อนนอนได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักตามคำแนะนำของนักโภชนาการชาวญี่ปุ่นกันค่ะ
ข้อเสียของการรับประทานของหวานก่อนนอน
การรับประทานของหวานโดยเฉพาะอย่างยิ่งไอศกรีมก่อนนอนเป็นประจำอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพดังนี้
1. ร่างกายสะสมไขมันได้ง่ายที่สุดในช่วงก่อนนอน
ช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. ถึง 02.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายหลั่งโปรตีน BMAL1 ออกมามากเป็นพิเศษ โดยโปรตีนชนิดนี้ทำหน้าที่ส่งเสริมการสะสมไขมันในร่างกาย ดังนั้นแม้ว่าจะรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรีเท่ากันกับช่วงกลางวัน แต่จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้มากกว่า
2. คุณภาพการนอนหลับอาจลดลง
การรับประทานน้ำตาลในปริมาณมากก่อนนอนจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและลดลงอย่างรวดเร็วในระหว่างการนอนหลับ ส่งผลให้สมองตื่นตัวและร่างกายไม่อยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลาย ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่น ตื่นขึ้นมากลางดึกหรือตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความไม่สดชื่นและส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสมได้
3. ทำให้ผิวหมองคล้ำและเกิดอาการตัวบวมในเช้าวันรุ่งขึ้น
คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยไม่หมดจะจับกับโปรตีนในร่างกายซึ่งจะส่งผลให้ผิวพรรณหมองคล้ำและหย่อนคล้อย นอกจากนี้ การรับประทานไอศกรีมก่อนนอนจะทำให้อวัยวะภายในร่างกายเย็นลงและทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการตัวบวมในเช้าวันรุ่งขึ้น

หลักการเลือกรับประทานของหวานหลังอาหารเย็นอย่างชาญฉลาด
หลักสำคัญของการเลือกรับประทานของหวานหลังอาหารเย็นหรือหลังจากอาบน้ำ คือ ของหวานต้องมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและไขมันต่ำ มีโปรตีน และช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย การจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตและไขมันจะช่วยลดภาระของระบบย่อยอาหารและป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยของหวานเพื่อสุขภาพที่สามารถรับประทานก่อนนอนได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักและปัญหาสุขภาพได้แก่
1. ผลไม้แช่แข็ง เช่น กล้วย สับปะรด และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ดังกล่าวเป็นทางเลือกของของว่างสำหรับรับประทานหลังมื้ออาหารเย็นหรือหลังการอาบน้ำเพราะสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย โดยกล้วยมีทริปโตเฟนสูงซึ่งช่วยให้นอนหลับได้สนิทมีคุณภาพ สับปะรดมีเอนไซม์โบรมีเลนซึ่งช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ซึ่งอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานินที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ผลไม้มีปริมาณน้ำตาลฟรุกโตสสูง การรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เหมือนกับการรับประทานไอศกรีม ดังนั้นจึงควรจำกัดปริมาณให้เป็นเพียงถ้วยเล็ก ๆ เท่านั้น
2. โยเกิร์ต ถั่ว และน้ำผึ้ง

โยเกิร์ตเป็นอาหารที่ย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและอุดมไปด้วยแลคติกแบคทีเรียซึ่งช่วยปรับสภาพแวดล้อมในลำไส้ให้ดี ถั่วอุดมไปด้วยวิตามินอีซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมของหลอดเลือดและผิวพรรณ และน้ำผึ้งช่วยส่งเสริมการเจริญของเชื้อบิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ นอกจากนี้น้ำผึ้งยังประกอบด้วยฟรุกโตสและกลูโคสเป็นหลัก โดยน้ำตาลดังกล่าวเป็นน้ำตาลที่ร่างกายย่อยและดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว จึงช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้าได้ดี
ในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวทำให้อยากรับประทานของหวานเย็น ๆ การฝืนห้ามใจไม่รับประทานของหวานทั้งตอนกลางวันและหลังมื้ออาหารเย็นอาจก่อให้เกิดความเครียดได้ การเลือกสรรวัตถุดิบมารับประทานอย่างชาญฉลาดจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายไปพร้อมกับการช่วยฟื้นฟูความเหนื่อยล้าจากความร้อนได้ มาดูแลทั้งร่างกายและจิตใจให้ผ่านหน้าร้อนไปได้ด้วยดีด้วยอาหารและของหวานที่ดีต่อสุขภาพกันค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก: yogajournal.jp