ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เป็นเรื่องปกติในอดีตอาจกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดในปัจจุบัน เช่นเดียวกับยุคโชวะ (ค.ศ. 1926-1989) และยุคเรวะ (ค.ศ. 2019-ปัจจุบัน) ของญี่ปุ่น สามัญสำนึกและค่านิยมที่เคยถูกยอมรับกันอย่างกว้างขวางในสมัยโชวะนั้น ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา จนคนรุ่นหลังยุคเฮเซ (ค.ศ. 1989-2019) อาจไม่เคยสัมผัส แต่สำหรับผู้ที่เติบโตในยุคโชวะแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นความทรงจำที่ชัดเจนและเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนคิด บทความนี้จะพาคุณย้อนรอยไปสำรวจ 20 เรื่องราวจากยุคโชวะที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเคยเกิดขึ้นจริง เพื่อให้เราเข้าใจถึงวิวัฒนาการของสังคมญี่ปุ่นและตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา

ความปกติในยุคโชวะที่กลายเป็นเรื่องประหลาดในปัจจุบัน

ยุคโชวะ

1. สูบบุหรี่ได้ทุกที่

ในยุคโชวะ การสูบบุหรี่ถือเป็นเรื่องปกติวิสัย ผู้คนสามารถสูบได้ในแทบทุกสถานที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ, เครื่องบิน, โรงพยาบาล หรือแม้แต่ร้านอาหาร อัตราการสูบบุหรี่ของผู้ชายในทศวรรษ 1960 พุ่งสูงถึงกว่า 80% แต่หลังจากกฎหมายส่งเสริมสุขภาพมีผลบังคับใช้ในปีค.ศ. 2003 สถานที่สูบบุหรี่ก็ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ทำให้อัตราการสูบบุหรี่ในปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 30% ในกลุ่มผู้ชายวัยผู้ใหญ่

2. ห้ามดื่มน้ำระหว่างทำกิจกรรมชมรม

ควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรมั้ย

ความเชื่อที่ว่า “การดื่มน้ำทำให้ร่างกายหนัก” หรือ “เป็นเรื่องเห็นแก่ตัว” เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังอย่างหนักในชมรมกีฬา ทำให้การดื่มน้ำระหว่างฝึกซ้อมเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด ซึ่งสวนทางกับความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบันที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดื่มน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและโรคลมแดด

3. การลงโทษทางร่างกายคือ “แส้แห่งความรัก”

การทำโทษนักเรียนด้วยการตบตีถูกมองว่าเป็น “การลงโทษด้วยความรัก”และเป็นเรื่องที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ยอมรับได้ โดยเชื่อว่าเป็นการสั่งสอนเพื่อให้ลูกเป็นคนดี แต่ในปัจจุบันการลงโทษทางร่างกายถือเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นปัญหาที่ร้ายแรง

4. ขี่จักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อก

ยุคโชวะตอนต้น การสวมหมวกกันน็อกเป็นเพียงข้อแนะนำ ไม่ใช่ข้อบังคับ จนกระทั่งปีค.ศ. 1986 กฎหมายจึงได้บังคับให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อกบนถนนสาธารณะ

5. การขึ้นรถโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

Car Seat

การคาดเข็มขัดนิรภัยเป็นเพียงข้อแนะนำสำหรับผู้ขับขี่บนทางด่วนในปีค.ศ. 1971 และยังไม่มีบทลงโทษใดๆ จนกระทั่งปีค.ศ. 1992 จึงได้กลายเป็นข้อบังคับสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคนบนถนนสาธารณะ และในปีค.ศ. 2008 ก็ได้ขยายเป็นข้อบังคับสำหรับทุกที่นั่ง

6. ร้านค้าปิดทำการช่วงปีใหม่

ในสมัยโชวะ ร้านค้าส่วนใหญ่จะปิดทำการในช่วง 3 วันแรกของปีใหม่ ทำให้คนในครอบครัวต้องเตรียมซื้อของใช้ที่จำเป็นล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งเปิดทำการและจัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษตั้งแต่วันปีใหม่

7. เจ้าหน้าที่สถานีตรวจตั๋วด้วยกรรไกร

ก่อนเริ่มใช้ประตูผ่านอัตโนมัติ เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟจะยืนตรวจและตัดตั๋วของผู้โดยสารด้วยกรรไกร ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตาตั้งแต่ปีค.ศ. 1872 เกตตรวจตั๋วอัตโนมัติเริ่มใช้ครั้งแรกในปีค.ศ. 1967 แต่กว่าจะแพร่หลายก็เข้าสู่ปลายทศวรรษ 1990

8. เลี้ยงสัตว์เลี้ยงนอกบ้านด้วยเศษอาหาร

สุนัข

สุนัขและแมวในยุคโชวะมักจะถูกเลี้ยงไว้ข้างนอกบ้านและให้อาหารเป็นเศษอาหาร แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้านเป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวก็กลายเป็นเรื่องปกติ พร้อมกับการพัฒนาอาหารสัตว์เลี้ยงที่คำนึงถึงสุขภาพของสัตว์

9. สมุดรุ่นมีข้อมูลส่วนตัวครบถ้วน

อัลบั้มรุ่นในยุคโชวะไม่ได้มีแค่รูปถ่ายและชื่อ แต่ยังระบุที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของนักเรียนแต่ละคนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้ในปัจจุบันเนื่องจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีผลบังคับใช้ในปีค.ศ. 2005

โรงเรียนเลิกเรียนวันเสาร์ตอนเที่ยง ในโรงเรียนรัฐบาลทั่วประเทศ นักเรียนจะเข้าเรียนแค่ช่วงเช้าของวันเสาร์และกลับบ้านโดยไม่มีอาหารกลางวัน หรือที่เรียกว่า “ฮาล์ฟดอน” (Half Don) ก่อนที่ระบบวันหยุดสุดสัปดาห์เต็มสองวันจะถูกนำมาใช้ในปีค.ศ. 2002

10. เด็กสามารถซื้อเหล้าและบุหรี่ได้

แม้จะมีกฎหมายห้ามเยาวชนดื่มและสูบบุหรี่ แต่ในยุคโชวะ เด็กๆ ยังสามารถซื้อสิ่งเหล่านี้ได้จากร้านค้าหรือตู้จำหน่ายอัตโนมัติ โดยที่คนขายไม่ได้ตรวจสอบอายุอย่างเข้มงวด แต่หลังจากปีค.ศ. 2000 กฎหมายก็ถูกแก้ไขให้ผู้ขายต้องตรวจสอบอายุของลูกค้าอย่างจริงจัง

11. โรงเรียนมีเตาเผาขยะ

โรงเรียนในยุคโชวะจะมีเตาเผาขยะอยู่ในบริเวณโรงเรียนและเผาขยะในนั้น แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องสารพิษที่ปล่อยออกมา กระทรวงศึกษาธิการจึงออกประกาศห้ามใช้เตาเผาขยะในโรงเรียนในปีค.ศ. 1997

12. มีกระดานข้อความที่สถานี

สถานีรถไฟหลายแห่งในยุคโชวะมีกระดานข้อความสำหรับให้คนนัดหมายหรือฝากข้อความถึงกัน ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่นิยมก่อนที่เพจเจอร์และโทรศัพท์มือถือจะเข้ามาแทนที่ในช่วงทศวรรษ 1990

13. โทรศัพท์สาธารณะมีอยู่ทั่วไป

โทรศัพท์สาธารณะเป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่โทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลาย โดยสามารถใช้ได้ด้วยเหรียญ 10 เยน หรือ 100 เยน และเริ่มใช้บัตรโทรศัพท์ในปีค.ศ. 1982 แม้ปัจจุบันจะมีจำนวนลดลงอย่างมาก แต่ยังคงมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือสื่อสารยามเกิดภัยพิบัติ

14. จดจำเบอร์โทรศัพท์เป็นเรื่องปกติ

เนื่องจากไม่มีสมาร์ทโฟนที่บันทึกเบอร์โทรศัพท์ได้ ผู้คนในยุคโชวะจึงมักจดจำเบอร์โทรศัพท์ของคนสำคัญไว้ในหัว เพื่อให้สามารถโทรออกได้ทุกเมื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันอาจไม่เคยทำ

15. ใช้โทรศัพท์สีดำแบบหมุนแป้น

ยุคโชวะ

โทรศัพท์สีดำแบบหมุนแป้นถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโชวะ แม้ว่าโทรศัพท์แบบกดปุ่มจะเริ่มมีมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1969 แต่โทรศัพท์สีดำก็ยังเป็นที่นิยมในครัวเรือนส่วนใหญ่ ก่อนที่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคมในปีค.ศ. 1985 จะทำให้โทรศัพท์มีดีไซน์และฟังก์ชันที่หลากหลายมากขึ้น

16. มีเครือข่ายติดต่อสื่อสารภายในชั้นเรียน

โรงเรียนมัธยมญี่ปุ่น

โรงเรียนในยุคโชวะมีเครือข่ายการติดต่อสื่อสารแบบเป็นกลุ่ม โดยนักเรียนคนแรกในกลุ่มจะได้รับแจ้งข่าวสารและส่งต่อไปยังคนถัดไปเป็นทอด ๆ เพื่อกระจายข้อมูลในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งได้ถูกยกเลิกไปหลังจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ในปีค.ศ. 2005

17. ครูมาเยี่ยมบ้านนักเรียน

การเยี่ยมบ้านเป็นเรื่องปกติที่ครูประจำชั้นจะมาเยี่ยมบ้านนักเรียนในช่วงต้นปีการศึกษา เพื่อทำความรู้จักกับสภาพครอบครัวและชุมชน ซึ่งในปัจจุบันได้ลดน้อยลงหรือถูกยกเลิกไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาดของโควิด-19 ในปีค.ศ. 2020

18. ทีวีมีเครื่องเดียวในบ้าน

โทรทัศน์ขาวดำเริ่มวางจำหน่ายในปีค.ศ. 1953 และโทรทัศน์สีในปีค.ศ. 1960 ซึ่งในยุคนั้นมีราคาแพงมาก ทำให้แต่ละบ้านมีทีวีเพียงเครื่องเดียวในห้องนั่งเล่น และมักจะเกิดการทะเลาะกันเรื่องการแย่งรีโมตเพื่อดูรายการโปรด ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่แต่ละห้องอาจมีทีวีของตัวเอง หรือสามารถดูรายการทีวีผ่านสมาร์ทโฟนได้

19 จดหมายโต้ตอบในนิตยสาร

นิตยสารในยุคโชวะจะมีคอลัมน์ “มุมเพื่อนทางจดหมาย” ที่เปิดเผยชื่อและที่อยู่ของผู้ที่ต้องการหาเพื่อนทางจดหมาย ซึ่งถือเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวอย่างเปิดเผย แต่ปัจจุบันได้ถูกยกเลิกไปเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และการสื่อสารได้ย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแทน

20. ค้นหาเพลงคาราโอเกะจากหนังสือเล่มหนา

ก่อนยุคจอสัมผัส การร้องคาราโอเกะจะเริ่มต้นจากการค้นหาเพลงจากหนังสือเพลงเล่มหนาที่เรียกว่า “อุตะบง” (Utahon) โดยผู้ร้องต้องป้อนรหัสตัวเลขของเพลงด้วยรีโมตคอนโทรลขนาดเล็ก ซึ่งเป็นภาพที่ยากจะจินตนาการได้ในปัจจุบันที่การค้นหาเพลงง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส

จากเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าสามัญสำนึกและค่านิยมของยุคโชวะนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในยุคเรวะ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยี กฎหมาย และทัศนคติของผู้คนในสังคมญี่ปุ่น การเลิกดื่มน้ำระหว่างทำกิจกรรมชมรม การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยบนท้องถนน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของสังคมให้เข้ากับยุคสมัย แม้บางอย่างจะเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ก็กลายเป็นบทเรียนอันมีค่าที่ช่วยให้เราเข้าใจรากเหง้าและวิถีชีวิตของคนในอดีตได้เป็นอย่างดี

สรุปเนื้อหาจาก : jpnculture.net

beniko59

อดีตสาวโตเกียว ชอบดื่มกาแฟ ชอบท่องเที่ยว ชอบกินขนม และชอบยามะพี

ไอคอน PDPA

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า