ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ยุคสมัยเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) ไปจนถึงอีก 40 กว่าปีต่อมา ญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปแทบจะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา การทหาร หรือแม้แต่วิถีชีวิตประจำวันของผู้คน จนดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละประเทศเลยทีเดียว โดยยุคเมจิมักถูกอธิบายในตำราเรียนว่าเป็น “ช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงกลายเป็นรัฐสมัยใหม่” แต่หากพิจารณาความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็อาจจะรู้สึกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากจนน่าตกใจ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเพียงแค่การปฏิรูประบบเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผู้คนทุกคนต่างต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ว่าจะต้อง “ละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมที่เคยเป็นเรื่องปกติของตนเองไป” ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาทำการจัดระเบียบสิ่งที่ผู้คนในยุคสมัยเมจิได้ “ละทิ้งไป” และในทางกลับกันมาดูว่า “สิ่งที่ผู้คนยังคงรักษาไว้” เพื่อวิเคราะห์และทำความเข้าใจกับคำถามที่ว่า “ทำไมคนญี่ปุ่นจึงไม่ได้ลอกเลียนแบบตะวันตกทั้งหมด?” กันค่ะ

สิ่งที่ถูกละทิ้งไปอย่างแรก คือ ชีวิตที่ถูกกำหนดด้วยระบบชนชั้น

เพียง 40 ปี ญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็นอีกประเทศหนึ่ง! อะไรคือสิ่งที่คนญี่ปุ่นยุคเมจิ “ทิ้งไป” และ “รักษาไว้”?

สิ่งแรกที่ชาวญี่ปุ่นในยุคเมจิได้ละทิ้งไป คือ “ระบบชนชั้น” นั้นเองค่ะ โดยในช่วงยุคสมัยเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603 – ปี ค.ศ. 1868) ชีวิตของผู้คนถูกกำหนดไว้ตั้งแต่เกิด ลูกของซามูไรเมื่อโตมาก็จะต้องเป็นซามูไร ลูกของชาวนาโตมาก็จะต้องเป็นชาวนาต่อไป ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะหรือชนชั้นของตนเองได้ ซึ่งถือว่าเป็นสังคมที่สายเลือดมีความสำคัญมากกว่าความพยายามหรือความสามารถของแต่ละคน ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยเมจิ รัฐบาลเมจิได้สั่งให้ยกเลิกระบบชนชั้นแบบนี้ไป ซามูไรที่เคยพกดาบอยู่ ๆ วันหนึ่งกลับต้องกลายเป็น “สามัญชนธรรมดา” อย่างกะทันหัน เบี้ยเลี้ยงที่เคยได้รับก็ถูกยกเลิก สถานะทางสังคมที่เคยภาคภูมิใจก็หายไป ในหมู่ซามูไรก็มีคนบางกลุ่มที่ไม่พอใจ ลุกขึ้นต่อต้าน แต่ส่วนใหญ่ก็ยอมรับความจริงแบบช่วยไม่ได้ และหันไปหาบทบาทหรือประกอบอาชีพใหม่ ๆ ในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพให้อยู่รอด เช่น เป็นครู ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงยอมตัดผมจุกและวางดาบลง ซึ่งการกระทำเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่เป็นการกระทำที่หมายถึง “การตัดขาดจากตัวตนในอดีต” อย่างแท้จริงอีกด้วยค่ะ

สิ่งที่ถูกละทิ้งไปอย่างที่สอง คือ ความเป็นปกติของวิถีชีวิตประจำวัน

เพียง 40 ปี ญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็นอีกประเทศหนึ่ง! อะไรคือสิ่งที่คนญี่ปุ่นยุคเมจิ “ทิ้งไป” และ “รักษาไว้”?

เมื่อเข้าอยู่ยุคสมัยเมจิ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่สวมชุดกิโมโนก็เปลี่ยนไปสู่การสวมใส่เสื้อผ้าแบบตะวันตกแทน จากรองเท้าแตะฟางไปสู่รองเท้าหุ้มส้น จากปฏิทินจันทรคติไปสู่ปฏิทินแบบสุริยคติ แม้แต่ความรู้สึกเรื่องในเรื่องของเวลาก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยสิ่งที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งคือ “รูปแบบการทำงาน” แต่เดิมที่เป็นสังคมที่เคยเน้นทางด้านการเกษตรกรรม ได้เปลี่ยนแปลงขยายไปสู่การทำงานในโรงงานและการทำงานในบริษัทแทน ผู้คนเริ่มต้องเข้างานในเวลาเดิมทุกวัน และทำงานตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่ชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นไม่เคยคุ้นเคยมาก่อน ถ้าพูดในปัจจุบัน ก็เหมือนกับว่าอยู่ดี ๆ มีคนมาบอกว่า “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ทุกคนต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานทั้งหมดนะ!” จะไม่ให้รู้สึกสับสนก็คงเป็นเรื่องแปลกมากเลยทีเดียวว่าไหมคะ?

สิ่งที่ถูกรักษาไว้อย่างแรก คือ คุณค่าของการเรียนรู้

เพียง 40 ปี ญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็นอีกประเทศหนึ่ง! อะไรคือสิ่งที่คนญี่ปุ่นยุคเมจิ “ทิ้งไป” และ “รักษาไว้”?

ในอีกด้านหนึ่งญี่ปุ่นไม่ได้ละทิ้งทุกสิ่งไปทั้งหมด ตรงกันข้ามยังมีสิ่งที่พวกเขาพยายามรักษาไว้นั้นก็คือ “คุณค่าของการเรียนรู้” นั้นเองค่ะ โดยรัฐบาลเมจิได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก ถือว่าการศึกษา คือ “เสาหลักของการสร้างประเทศ” โดยได้มีการจัดตั้งเปิดโรงเรียนขึ้นทั่วประเทศ พร้อมทั้งเผยแพร่แนวคิดที่ว่า “ถ้าขยันเรียนอนาคตจะเปิดกว้าง” โดยแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับจากผู้คนเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมเทระโกยะหรือโรงเรียนวัด มาตั้งแต่สมัยเอโดะอยู่แล้ว จึงถือว่าผู้คนต่างมีพื้นฐานของการเรียนศึกษามาก่อนนั่นเอง สังคมที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับระบบชนชั้น ได้มอบความหวังให้กับผู้คนจำนวนมากมาย นี่คือสังคมที่ “ความพยายามมีความหมาย” ซึ่งชาวญี่ปุ่นชอบและเลือกที่จะเดินไปบนเส้นทางนั้นเอง

สิ่งที่ถูกรักษาไว้อย่างที่สอง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกปกป้องรักษาไว้ คือ “ความรู้สึกที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน” ถึงแม้จะมีการนำระบบตะวันตกเข้ามาใช้ แต่คนญี่ปุ่นก็ไม่ได้ละทิ้งความสัมพันธ์กับครอบครัว ชุมชน และเพื่อนร่วมงานไปอย่างง่ายดาย แม้กระทั่งในองค์กรรูปแบบใหม่อย่าง “บริษัท” ก็ได้เกิดวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับ “วะ” (Wa = 和) หรือ “ความกลมเกลียว/ความสามัคคี” ขึ้น เป็นแนวคิดที่ไม่ได้ยึดแค่การมีเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงให้ความสำคัญกับบรรยากาศ ความรู้สึกและความไว้วางใจ ยังคงเป็นลักษณะเด่นของสังคมญี่ปุ่นสืบต่อมาหลังยุคสมัยเมจิอีกด้วย

ทำไมญี่ปุ่นถึงไม่ได้ลอกเลียนแบบชาติตะวันตกทั้งหมด?

ประเด็นสำคัญตรงนี้คือ ญี่ปุ่นไม่ได้ลอกเลียนแบบชาติตะวันตกทั้งหมด และชาวญี่ปุ่นในยุคสมัยเมจิไม่ได้ยกย่องชาติตะวันตกแบบไร้เงื่อนไข ถึงแม้ว่าประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะก้าวหน้ากว่าในด้านเทคโนโลยีและกำลังทหาร แต่พวกเขาก็มีปัญหาทางสังคมหลายอย่างเช่นกัน ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนมีสูงมาก ชีวิตของแรงงานก็ยากลำบาก และความสงบเรียบร้อยของสังคมก็ไม่ได้ดีเสมอไป ผู้นำญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้นต่างได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศและเห็นความเป็นจริงเหล่านั้นด้วยตาของตนเอง ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจ “เลือกเฉพาะสิ่งที่จำเป็น” เข้ามาใช้ โดยนำระบบทหาร กฎหมาย ระบบการปกครอง และเทคโนโลยีจากชาติตะวันตกเข้ามา ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาภาษา มารยาท วิถีชีวิต และความรู้สึกที่ให้ความสำคัญกับฤดูกาลและธรรมชาติไว้ การคัดเลือกนี้ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ แต่เป็นการตัดสินใจที่ได้ไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว ญี่ปุ่นมีระเบียบสังคมที่ค่อนข้างมั่นคงมาตั้งแต่สมัยเอโดะ มีอัตราการรู้หนังสือสูง และมีชุมชนหรือท้องถิ่นที่เข้มแข็งอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำลายสิ่งที่ใช้งานได้ดีอยู่แล้วทิ้งไป เพราะหากเปลี่ยนทุกอย่าง ญี่ปุ่นก็อาจไม่เหลือความเป็นญี่ปุ่น แต่หากไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ญี่ปุ่นก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ เส้นบาง ๆ ระหว่างสองสิ่งนี้คือ สิ่งที่ผู้คนในยุคสมัยเมจิขบคิดและต่อสู้อย่างหนักมาตลอดเวลา

ช่วงประมาณ 40 ปีในยุคสมัยเมจิคือ คำถามที่ย้อนกลับมาถึงพวกเราในปัจจุบัน โดยไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร สังคมก็ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามว่า “จะละทิ้งอะไร? และ จะรักษาอะไรไว้?” เป็นสิ่งที่ทุกยุคทุกสมัยต้องเผชิญ คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัว แต่หากเมื่อใดที่เราหยุดคิด เราก็จะเหลือเพียงการถูกพัดพาไปตามกระแสเท่านั้น ผู้คนในยุคสมัยเมจิได้สับสน ขัดแย้งกัน และยังคงพยายามคิดต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้เอง ญี่ปุ่นจึงสามารถดำรงอยู่ได้ แม้จะเปลี่ยนรูปแบบไปก็ตาม ดังนั้นประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่ต้องท่องจำ แต่มันคือ “บันทึกความคิดของผู้คนในอดีต” เพื่อให้เราใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกอนาคตของตนเองได้นั้นเองค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan

XROSSX

ชอบถ่ายรูป วาดรูป กิน เที่ยว (เพื่อหนีความจริงในบางครั้ง) ศึกษาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแมว อยากแบ่งปันญี่ปุ่นในด้านต่างๆ ให้ทุกคนได้รู้จัก มารู้จักญี่ปุ่นไปด้วยกันนะคะ

ไอคอน PDPA

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า