เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบ ‘แผนยุทธศาสตร์นโยบายโลจิสติกส์แบบบูรณาการ’ สำหรับปีงบประมาณ 2026-2030 โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการรับ-ส่งพัสดุแบบไม่เผชิญหน้า เช่น การวางพัสดุไว้หน้าประตูบ้าน ให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือประมาณ 50% ภายในปีงบประมาณ 2030
มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงขีดความสามารถในการขนส่งให้ดียิ่งขึ้น และเตรียมรับมือกับปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุกที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในอนาคต โดยมุ่งเน้นไปที่การลดภาระกำลังคนและลดขั้นตอนในการส่งพัสดุรอบสอง (กรณีที่ผู้รับไม่อยู่บ้าน) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่ส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ของญี่ปุ่นอย่างมาก
โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2026 เป็นต้นไป กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (MLIT) จะยกระดับให้ ‘วิธีการส่งแบบไม่เผชิญหน้า’ เช่น การวางหน้าบ้าน หรือการใช้ตู้รับพัสดุ กลายเป็น ‘บริการมาตรฐาน’ ในการรับ-ส่งพัสดุ ซึ่งจะมีสถานะเทียบเท่ากับการส่งมอบแบบต่อหน้าผู้รับโดยตรง
นอกจากนี้ ทางภาครัฐยังมีแผนจัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันปัญหาการลักขโมยหรือพัสดุเสียหาย เพื่อคลายความกังวลของผู้ใช้งาน อีกทั้งยังเดินหน้าส่งเสริมการติดตั้งตู้รับพัสดุตามอาคารชุดและคอนโดมิเนียมให้ทั่วถึงยิ่งขึ้นด้วย
ไม่เพียงแค่การปรับพฤติกรรมการรับของเท่านั้น ญี่ปุ่นยังมีนโยบายเร่งผลักดันเทคโนโลยีเพื่ออนาคต โดยตั้งเป้านำรถบรรทุกขับเคลื่อนอัตโนมัติมาใช้งานจริงจำนวน 1,000 คัน รวมถึงเร่งการใช้งานโดรนส่งสินค้าให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างระบบขนส่งที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด