ผลการสำรวจจากบริษัทวิจัยสินเชื่อของญี่ปุ่น โตเกียว โชโก รีเสิร์ช (Tokyo Shoko Research) ระบุว่า ยอดการล้มละลายของ ‘ร้านข้าวกล่อง’ ในญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 มีจำนวนมากถึง 83 ราย
และมีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แซงหน้าสถิติเดิมเมื่อปี 2025 ที่มีจำนวน 89 ราย โดยเฉพาะในภูมิภาคคันโตที่มีการแข่งขันหนาแน่นที่สุด คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 40% ของเคสล้มละลายทั้งหมด

แม้ราคาข้าวในตลาดญี่ปุ่นจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง และมีการเตรียมลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าอาหาร แต่ผู้ประกอบการกลับยังคงแบกรับภาระหนักจากภาวะเงินเฟ้อ ทั้งต้นทุนวัตถุดิบอื่น ๆ อย่างเนื้อสัตว์ ผัก น้ำมันพืช แป้งสาลี ตลอดจนค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าแรงคนที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันทุกด้าน
ยิ่งไปกว่านั้น การปรับขึ้นราคายังทำได้ยาก เพราะเสี่ยงต่อการสูญเสียจุดเด่นเรื่อง ‘ความคุ้มค่า’ และทำให้ลูกค้าหันไปใช้บริการอื่นแทน
สถานการณ์ยิ่งยุ่งยากขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรง ไม่เพียงแค่จากซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ บริการฟู้ดเดลิเวอรี หรือรถฟู้ดทรัคเท่านั้น แต่ล่าสุดแม้แต่ ‘ร้านขายยา’ ก็เริ่มก้าวเข้ามาร่วมวงในตลาดอาหารปรุงสำเร็จด้วย ส่งผลให้ร้านข้าวกล่องขนาดเล็กและรายย่อยที่ขาดเงินทุนหมุนเวียน และไม่มีระบบครัวกลางเหมือนเชนใหญ่ ต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมและเผชิญวิกฤตการอยู่รอดที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่ง