รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลจาก ‘สมุดปกขาวว่าด้วยสังคมผู้สูงอายุ ประจำปี 2026’ ซึ่งพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าใจหายของสังคมผู้สูงวัย โดยผลสำรวจล่าสุดระบุว่า ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นวัย 65 ปีขึ้นไปที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนในละแวกบ้านบ้าน ดิ่งลดลงอย่างน่าตกใจจากเดิมที่เคยสูงถึง 97.9% ในปี 2020 เหลือเพียง 81.6% ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสวีเดน ที่ต่างยังคงรักษาความสัมพันธ์ในชุมชนไว้ได้สูงเกิน 90%
ขณะที่มีผู้สูงอายุญี่ปุ่นถึง 17.4% ยอมรับว่า ‘ไม่มีการคบค้าสมาคมหรือปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับเพื่อนบ้านเลย’ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยกัน โดยกลุ่มที่มีปฏิสัมพันธ์อยู่นั้น รูปแบบส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงแค่การยืนหยุดคุยกันสั้น ๆ ที่นอกบ้าน หรือการหยิบยื่นแบ่งปันข้าวของเครื่องใช้ให้กันในชีวิตประจำวันเท่านั้น

เมื่อเจาะลึกไปถึง ‘บุคคลที่สามารถพึ่งพาได้ยามเดือดร้อน’ นอกเหนือจากคนในบ้านแล้ว ผู้สูงอายุญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลือกที่จะพึ่งพา ‘ครอบครัวหรือญาติที่แยกกันอยู่’ มากที่สุดถึง 62.1% ตามมาด้วยการยอมเสียเงินซื้อความสะดวกจาก ‘ผู้ให้บริการภาคเอกชน’ (14.1%) และ ‘เพื่อน’ (13.7%) ในขณะที่มีเพียง 12.9% เท่านั้นที่เลือกจะหันไปพึ่งคนใกล้ตัวอย่าง ‘เพื่อนบ้าน’ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ทางด้านเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่า เทรนด์การใช้ชีวิต ‘ตัวคนเดียวหรือครัวเรือนแบบตัวคนเดียว’ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือสาเหตุหลักที่ทำให้ความผูกพันและการไปมาหาสู่กันในชุมชนเริ่มจางหายไป หลังจากนี้โจทย์ใหญ่ที่สำคัญของสังคมญี่ปุ่นคือการเร่งสร้าง ‘พื้นที่ส่วนรวม’ ในท้องถิ่น เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสถานที่ในการพบปะ พูดคุย และแบ่งปันเรื่องราวทุกข์สุขร่วมกันได้อย่างยั่งยืน