กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนวงการศึกษาภาษาญี่ปุ่นไม่น้อย สำหรับข่าวคราวการทุจริตใน ‘การสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น (JLPT)’ ที่แพร่ระบาดอย่างหนักบนโลกโซเชียลมีเดียของจีนตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มขบวนการหัวใสออกมาโฆษณาชวนเชื่ออ้างว่าจะช่วย ‘รับประกันผลสอบผ่าน’ ให้กับผู้เข้าสอบที่กำลังร้อนใจ แลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 400,000 ไปจนถึง 600,000 เยนเลยทีเดียว

กลโกงของขบวนการใต้ดินเหล่านี้มีการวางแผนเป็นระบบและล้ำสมัยขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการส่งมอบอุปกรณ์ที่จะนัดแนะให้ไปรับผ่าน ‘ตู้ล็อกเกอร์ตามสถานีรถไฟ’ เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอตัว ส่วนในห้องสอบจะเน้นใช้เทคโนโลยีทั้งการแอบนำสมาร์ตวอทช์หรือหูฟังขนาดจิ๋วเข้าไปเพื่อรอรับโพยคำตอบ
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มคนพวกนี้ยังสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการอ้างว่า ‘มีข้อมูลวงในจากทีมศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติ’ ที่ช่วยดึงข้อสอบมาให้ล่วงหน้า ก่อนจะส่งเฉลยตามเข้ามาหลังจากเริ่มสอบไปได้เพียง 15 นาที นอกจากนี้ยังมีการอาศัยช่องโหว่เรื่อง ‘ความต่างของเวลา (Time Zone)’ ในแต่ละประเทศ เพื่อปล่อยคำตอบหลุดว่อนเน็ตในขณะที่บางสนามสอบยังดำเนินการสอบไม่เสร็จสิ้นด้วยซ้ำ


สาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสีเทานี้เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปฏิรูป ‘กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น’ ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยมีการปรับเกณฑ์วีซ่าบางประเภทให้ต้องยื่นผลสอบภาษาญี่ปุ่นระดับ N2 ขึ้นไป คะแนนสอบ JLPT จึงกลายเป็นใบเบิกทางและกุญแจสำคัญในการทำงานรวมถึงการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนนำไปสู่ความต้องการทางลัดที่ผิดกฎหมายในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทางผู้จัดสอบอย่าง ‘เจแปนฟาวน์เดชัน (Japan Foundation)’ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเข้มงวดเรื่องการห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดเข้าห้องสอบ ไปจนถึงการจับตาดูความผิดปกติของคะแนนในทางสถิติเพื่อระงับผลสอบของผู้ที่ทุจริตทันที เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ ที่ตั้งใจเล่าเรียนและเตรียมตัวมาอย่างถูกต้อง