ก่อนถึงวันเซ็ตสึบุนในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ศึกชิงตลาด ‘เอโฮมากิ’ (ข้าวห่อสาหร่ายนำโชค) ระหว่างกลุ่มผู้ค้าปลีกในญี่ปุ่นเริ่มเปิดฉากขึ้นอย่างเข้มข้น ท่ามกลางวิกฤตราคาข้าวและสาหร่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่ายยักษ์ใหญ่ต่างต้องเร่งปรับกลยุทธ์ด้านวัตถุดิบ เพื่อพยายามควบคุมราคาขายไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคมากเกินไป
หนึ่งในนั้นคือร้านสะดวกซื้อ ลอว์สัน ซึ่งได้พัฒนาเอโฮมากิสูตรใหม่ ด้วยการผสมข้าวอเมริกันสายพันธุ์ ‘คาลโรส (Calrose)’ ในสัดส่วนราว 10% เข้ากับข้าวญี่ปุ่นที่ใช้ทำเอโฮมากิ โดยจำกัดปริมาณเพื่อไม่ให้กระทบต่อเนื้อสัมผัสและรสชาติมากเกินไป พร้อมเริ่มวางจำหน่ายในบางสาขา เช่น กรุงโตเกียวและจังหวัดชิบะ เพื่อรับมือกับต้นทุนข้าวและสาหร่ายที่ปรับตัวสูงขึ้น
ลอว์สันระบุว่า ราคาข้าวที่บริษัทจัดซื้อนั้นเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2 เท่าเมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน การหันมาใช้ข้าวนำเข้าที่มีราคาถูกกว่าข้าวญี่ปุ่นบางส่วน ทำให้สามารถกดราคาสินค้าไว้ได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับเอโฮมากิรายการอื่น ๆ ของปีนี้ อย่างไรก็ตาม เอโฮมากิสูตรมาตรฐานบางรายการยังคงมีความจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นจากปีก่อนราว 10% ตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
ทางด้าน แฟมิลี่มาร์ท เลือกใช้วิธีบริหารจัดการต้นทุนด้วยการปรับปรุงสูตรอาหาร โดยเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติวัตถุดิบในไส้โดยตรง เพื่อยกเลิกการแถมซองโชยุที่เคยให้มาพร้อมกับสินค้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการแต่ละรายกำลังพยายามหาทางออกที่สร้างสรรค์เพื่อรับมือกับสภาวะเงินเฟ้อและราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูงอย่างไม่หยุดยั้งในขณะนี้
สรุปเนื้อหาจาก : nhk