Kenkyusei Meaning - Feature

(เผยแพร่ครั้งแรก 14 ต.ค. 2021) ถ้าใครเป็นแฟนของวงไอดอลญี่ปุ่นอย่างวง AKB48 หรือวง BNK48 น่าจะคุ้นเคยกับคำว่า “เคงคิวเซ (研究生)” ที่แปลว่า “เด็กฝึกหัดที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของวงอย่างเต็มตัว” แต่ที่จริงแล้วคำนี้มีประวัติมาจากวงการการศึกษาของญี่ปุ่นต่างหาก “เคงคิว” แปลว่าทำวิจัย ส่วน “-เซ” แปลว่านักเรียนหรือนักศึกษา ถ้าจะแปลคำนี้จริง ๆ ก็จะแปลตรงตัวว่า “นักศึกษาวิจัย”

คำศัพท์ 2 คำที่เกี่ยวข้องกับคำว่าเคงคิวเซ (研究生)

คำศัพท์ 2 คำที่เกี่ยวข้องกับคำว่าเคงคิวเซ

ในระบบการศึกษาของญี่ปุ่นนั้นมีสถานภาพของนักศึกษาอยู่หลายระบบ มีสถานภาพที่เรียกว่า “โชโคเซ (聴講生)” หมายถึงนักศึกษาที่ไม่ต้องการหน่วยกิตเพราะแค่อยากเข้าฟังหลักสูตรเฉย ๆ นอกจากคำว่าโชโคเซแล้ว ยังมีอีกสถานภาพที่เรียกว่า “คะโมะคุโทริชูเซ (科目等履修生)” ซึ่งคล้ายกับโชโคเซเพียงแต่ว่าคะโมะคุโทริชูเซจะสามารถลงทะเบียนเก็บหน่วยกิตได้แม้ว่าจะไม่ได้รับเป็นใบปริญญาใด ๆ ก็ตาม

โดยคำว่าโชโคเซนั้นนิยมแปลตรง ๆ ในภาษาอังกฤษเลยว่า an unregistered student หรือ an occasional student ส่วนคำว่า คะโมะคุโทริชูเซนั้นเวลาแปลเป็นภาษาอังกฤษจะนิยมแปลว่า Auditor ซึ่งก็ถูกต้องเป๊ะเลยเพราะในภาษาอังกฤษแบบอเมริกันนั้นคำว่า Auditor แปลว่า a person who attends a college course, but without having to take exams and without receiving credit

นักเรียนไทยหรือนักเรียนต่างชาติจากทั่วโลกที่มีโอกาสได้ไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นตอนระดับปริญญาตรีหลายคนจะเคยมีประสบการณ์การเป็น โชโคเซ หรือ คะโมะคุโทริชูเซ มาก่อน เนื่องจากไม่ใช่นักศึกษาปริญญาตรีอย่างเป็นทางการ แต่เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน ทางมหาวิทยาลัยจึงต้องมีสถานภาพนักศึกษาเพื่อรองรับว่าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนั้นจริง ๆ เพียงแต่ไม่ใช่นักศึกษาระดับปริญญาตรีเท่านั้น

แล้วเคงคิวเซ (研究生) ล่ะคืออะไร?

แล้วเคงคิวเซ (研究生) ล่ะคืออะไร?

หลายท่านที่ตามข่าวของทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (MEXT Scholarship) คงจะเห็นทุนประเภทหนึ่งที่เรียกว่าทุนนักศึกษาวิจัย (Research Student) จะบอกว่าสิ่งที่เรียกว่า “นักศึกษาวิจัย” นี่ล่ะคือเคงคิวเซ แปลมาแบบตรงตัวเลย เคงคิวเซนั้นความหมายคล้ายกับโชโคเซ หรือ คะโมะคุโทริชูเซ ค่อนข้างมาก บางมหาวิทยาลัยจะไม่ให้เคงคิวเซลงหน่วยกิตจึงทำให้เคงคิวเซของมหาวิทยาลัยนั้นคล้ายกับโชโคเซ แต่บางมหาวิทยาลัยอนุญาตให้เคงคิวเซลงทะเบียนเก็บหน่วยกิตได้จึงทำให้เคงคิวเซของมหาวิทยาลัยนั้นไปคล้ายกับคะโมะคุโทริชูเซ แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือถ้าใช้คำว่าเคงคิวเซแล้ว จะแปลว่านักศึกษาวิจัยคนนั้นเรียนจบปริญญาตรีมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งใบ จึงเป็นตัวแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง เคงคิวเซ (ที่จบปริญญาตรีมาแล้ว) และ โชโคเซและคะโมะคุโทริชูเซ (ที่มีแนวโน้มจะยังเรียนไม่จบปริญญาตรี เพราะแนวโน้มจะอายุน้อยกว่าเคงคิวเซ)

เนื่องจากระบบการศึกษาของญี่ปุ่นนั้นมีความเฉพาะตัวมาก หากใครคิดจะเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น ถ้าคุณไม่ได้เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นที่เป็นหลักสูตรญี่ปุ่น เขาจะบังคับให้ต้องยอมเป็นเคงคิวเซก่อนเพื่อให้คุ้นเคยกับ “ความญี่ปุ่น” แล้วค่อยไปสอบเข้าปริญญาโทหรือปริญญาเอกอีกรอบ แต่ถ้าใครโชคดีได้เข้ามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นแต่เป็นหลักสูตรนานาชาติก็พอจะมีบางมหาวิทยาลัยที่อนุโลมให้เข้าปริญญาโทหรือเอกได้เลยโดยไม่ต้องเป็นเคงคิวเซก็ได้

สรุปว่าโดยชื่อของมัน “เคงคิวเซ” แปลว่า “นักศึกษาวิจัย (Research Student)” แต่สถานภาพของมันจริง ๆ ก็คือสถานภาพที่ก้ำกึ่งและคลุมเครือ คนที่จบปริญญาตรีมาแล้ว เคงคิวเซก็จะแปลว่า “นักศึกษาเตรียมสอบเข้าปริญญาโท” ส่วนคนที่เรียนจบปริญญาโทมาแล้ว เคงคิวเซก็จะแปลว่า “นักศึกษาเตรียมสอบเข้าปริญญาเอก” ก็ได้เช่นกัน จากสถานภาพที่คลุมเครือและยังไม่ใช่ “ตัวจริง” นี่เอง อาจจะทำให้วงไอดอลของญี่ปุ่นตัดสินใจใช้คำนี้สำหรับ “สมาชิกที่ยังไม่ใช่ตัวจริง” ของวง

เพราะฉะนั้น ใครดูไอดอล ก็เป็นเคงคิวเซแบบหนึ่ง แต่ใครจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นก็ต้องเข้าใจคำว่าเคงคิวเซแบบการศึกษานะ เขาไม่ได้ให้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปเป็นเด็กฝึกหัดเตรียมเป็นไอดอลนะ! 😛

เกี่ยวกับผู้เขียน

วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล เป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วถึง 4 แห่ง โดยเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนระหว่างที่ว่าการจังหวัด Okinawa และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาที่ The University of the Ryukyus รวมทั้งเคยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบสอบผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไปศึกษาที่ 1) Tokyo University of Foreign Studies / 2) International Christian University / และ 3) Keio University มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย เคยเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้บริษัท Nippon Production Service (บริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK) / เป็นผู้สอนภาษาไทยที่สถาบันภาษาไทยหลายแห่งในโตเกียว / เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดให้บริษัท Corporate Directions Inc. ของประเทศญี่ปุ่น / เป็นผู้ก่อตั้งสาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของคณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ / เป็นผู้อำนวยการบริษัท AIRA Capital และเป็นทีมงานก่อตั้งบริษัท AIRA and AIFUL รวมทั้งบัตรกดเงินสด A-Money / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท TOYO Business Service / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท JECC ประเทศญี่ปุ่น / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจของบริษัท Business Consultants South East Asia / มีประสบการณ์สอนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งในประเทศไทย / เป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมให้องค์กรหลายแห่ง

ปัจจุบันมีธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองคือ บริษัท Consulting Agency for Talent จำกัด ทำธุรกิจให้คำปรึกษาด้านพัฒนาองค์กรและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HROD และ HRD) / เป็นนักวิชาการอิสระ / วิทยากรอิสระ / นอกจากเขียนคอลัมน์ที่ Conomi แห่งนี้แล้ว ก็เขียนคอลัมน์ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ / เขียนคอลัมน์ให้ The PEOPLE Online Magazine / เขียนคอลัมน์ให้ Marumura และยังคงใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ต่าง ๆ อยู่เสมอแม้ว่าจะมีปริญญา 7 ใบแล้วก็ตาม

ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่

Facebook : รวมผลงานของวีรยุทธ – Weerayuth’s Ideas 

Weerayuth Podsatiangool

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมองค์กรญี่ปุ่นและวัฒนธรรมมวลชน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า