ทุกคนชอบทาน “ซูชิ” กันไหมคะ? เชื่อได้เลยว่าไม่ว่าจะเป็นซูชิแบบใดก็ตาม ทุกแบบก็อร่อยและถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นภาคภูมิใจกัน แต่เคยนึกสงสัยกันไหมคะว่า…“ทำไมซูชิถึงมักเสิร์ฟมาเป็นชุดหรือจานละ 2 คำ?” ในวันนี้เราจะมาสืบหาเหตุผลที่มาที่ไปกันค่ะ

ทำไมซูชิถึงมักจะเสิร์ฟเป็น 2 คำ?

จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็เชื่อกันว่ามีหลายเหตุผลหรือหลายทฤษฎีด้วยกัน แต่เหตุผลหรือทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดมีด้วยกัน 2 อัน คือ “ซูชิสมัยก่อนมีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันมาก จึงถูกแบ่งครึ่งเพื่อให้กินได้ง่ายขึ้น” นั่นเองค่ะ โดยเชื่อกันว่าในยุคสมัยเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603 – ปี ค.ศ. 1868) ซึ่งเป็นยุคที่ “นิกิริซูชิ” (Nigiri Sushi = 握り寿司) ได้ถือกำเนิดขึ้น ไซส์ของซูชิในตอนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าไซส์ของซูชิในปัจจุบันมากถึง 2–3 เท่า หรือเรียกได้ว่ามีขนาดใหญ่มากพอ ๆ กับข้าวปั้นก้อนใหญ่ ๆ 1 ก้อนเลยทีเดียว (ถือว่ากินซูชิทีรู้สึกอิ่มไปถึงมื้อดึกเลยค่ะ) ต่อมาจึงมีการผ่าครึ่งก่อนนำไปเสิร์ฟเพื่อให้กินได้ง่ายขึ้น และนั่นจึงกลายมาเป็นรูปแบบ “1 ที่ = 2 คำ” อย่างที่เห็นกันในปัจจุบันนี้นั้นเองค่ะ
จริง ๆ แล้วความสวยงามก็เป็นหนึ่งในเหตุผลด้วย?

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลหรือทฤษฎีที่น่าสนใจ คือ “เพราะ 2 คำ เมื่อมองดูแล้วรู้สึกว่าสวยงามตามแบบฉบับความคิดของคนญี่ปุ่น” นั้นเอง โดยคนญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตมักจะมีความรู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกจัดวางอย่าง “สมมาตร” นั้นช่างดูมีความสวยงามยิ่งนัก ดังนั้นเมื่อเติบโตมาในวัฒนธรรมแบบนี้ สำหรับคนญี่ปุ่นซูชิที่ถูกวางเรียงกัน “2 คำ” จึงดูเป็นธรรมชาติ สวยงาม และให้ความรู้สึกสบายตาสบายใจมากกว่านั้นเองค่ะ

สรุปแล้วซูชิในสมัยเอโดะมีขนาดใหญ่กว่าในปัจจุบันมาก เพื่อให้กินได้ง่ายขึ้น จึงถูกตัดหั่นแบ่งครึ่งก่อนนำไปเสิร์ฟ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดของการเสิร์ฟแบบ “2 คำ” บวกกับความงามแบบ “สมมาตรทั้งซ้ายและขวา” ที่เข้ากับสุนทรียะของคนญี่ปุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ซูชิถูกจัดวางหรือเสิร์ฟเป็น 2 คำ ทำให้ “ซูชิ = ชุดละ 2 คำ” ได้กลายเป็นรูปแบบที่นิยมมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก: news.yahoo