มีใครเคยได้ยินชื่อของ “ขนมไซบีเรีย” กันบ้างและทราบไหมว่ามันคือขนมอะไร? ถ้าจะให้พูดแล้วประวัติความเป็นมาของเจ้าขนมชนิดนี้ถือว่ายังเต็มไปด้วยปริศนาค่ะ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นขนมที่นำเยลลี่ถั่วแดงหรือโยกัง มาประกบเข้ากับเค้กคาสเทลล่าแต่จริง ๆ แล้วเจ้าขนมชนิดนี้ไม่ใช่เป็นแค่การนำมาประกบเข้าด้วยกันเฉย ๆ หากเป็นการนำเอาเยลลี่ถั่วแดงหรือโยกัง เทลงไปบนแป้งคาสเทลล่าแล้วทำให้เซ็ตตัวจนกลายเป็นขนมชนิดนี้ขึ้นมานั้นเองค่ะ ดังนั้นในวันนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับขนมไซบีเรียนี้ให้ดียิ่งขึ้นกันค่ะ ไปทำความรู้จักพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ขนมไซบีเรียไม่ได้เป็นแค่ขนมที่นำเยลลี่ถั่วแดงหรือโยกังมาประกบเข้ากับเค้กคาสเทลล่าเท่านั้น!

แม้บางครั้งเราอาจจะเคยได้ยินคนอธิบายไว้ว่า ขนมไซบีเรีย คือ ขนมที่นำเอาเยลลี่ถั่วแดงหรือโยกังมาประกบด้วยเค้กคาสเทลล่า แต่จริง ๆ แล้วเจ้าขนมไซบีเรียนี้ไม่ได้ถูกจำกัดว่าเป็นขนมที่ต้องนำเอาเยลลี่ถั่วแดงหรือโยกังมาประกบด้วยเค้กคาสเทลล่าเท่านั้น ความจริงแล้วเป็นขนมที่ทำโดยการวางแผ่นแป้งเค้กคาสเทลล่าเป็นฐาน แล้วค่อยเทเยลลี่ถั่วแดงหรือโยกังที่ยังอยู่ในสภาพเหลวลงไปด้านบน จากนั้นจึงวางแผ่นแป้งเค้กคาสเทลล่าอีกชั้นหนึ่งทับลงไปต่างหากค่ะ หรือพูดอีกอย่างก็คือ มันไม่ใช่ขนมที่นำเค้กคาสเทลล่ามาหนีบเข้ากับเยลลี่ถั่วแดงหรือโยกัง แต่เป็นขนมที่เยลลี่ถั่วแดงหรือโยกังและเค้กคาสเทลล่ากลายมาเป็นเนื้อเดียวกันต่างหากค่ะ!
ไม่มีความจำเป็นที่ไส้ตรงกลางจะต้องเป็นเยลลี่ถั่วแดงหรือโยกังเสมอไป?

โดยทั่วไปแล้วขนมไซบีเรียจะใช้เยลลี่ถั่วแดงหรือโยกัง แบบที่เรียกว่า เนริโยกัง (Neiyoukan = 煉り羊羹) หรือ โยกังเนื้อแน่น ไม่ก็ มิซุโยกัง (Mizuyoukan = 水羊羹) หรือ โยกังเนื้อเบาแบบใส มาทำเป็นไส้ตรงกลาง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องใช้เพียวแค่เยลลี่ถั่วแดงหรือโยกังเท่านั้น เพราะบางร้านก็ใช้อังโกะ หรือ ถั่วแดงกวน มาเป็นไส้ตรงกลางแทนค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ชนิดของไส้ที่นำมาใช้ก็มีหลากหลาย เช่น ไส้อุกุอิสุ(ไส้ถั่วเขียวบด) ไส้เกาลัด ไส้มันหวาน หรือ ไส้ส้มยูสุ เป็นต้น ดังนั้นความน่าสนใจของขนมไซบีเรียที่ทำให้มันดูแปลกและแตกต่างไปจากขนมชนิดอื่น คือ “ไม่มีคำจำกัดความตายตัวว่าไส้ตรงกลางต้องเป็นอะไร”

จากเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้ผู้ทำขนมสามารถที่จะใส่ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองลงไปได้อย่างอิสระ เราจึงได้เห็นขนมไซบีเรียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละร้านเกิดขึ้นมานั้นเองค่ะ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่เพียงไส้ตรงกลางที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เท่านั้น เค้กคาสเทลล่าที่ใช้ประกบด้านนอกของเจ้าขนมไซบีเรียนี้ ก็สามารถดัดแปลงให้มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นได้เช่นกัน เช่น การใช้เค้กคาสเทลล่าที่มีรอยไหม้เพียงด้านเดียว หรือแบบที่มีรอยไหม้ทั้งสองด้าน หรือแม้แต่แบบที่ไม่มีรอยไหม้เลยก็มีค่ะ นอกจากนี้ ในส่วนของรูปร่างก็เช่นกัน แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วขนมไซบีเรียมักถูกทำออกมาให้มีรูปร่างเป็นทรงสามเหลี่ยม แต่ในความจริงแล้วก็ยังมีขนมไซบีเรียในรูปทรงต่าง ๆ เช่น ทรงสี่เหลี่ยมคางหมู หรือทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกด้วย
ประวัติของขนมไซบีเรียยังปกคลุมไปด้วยปริศนา?

ขนมไซบีเรียยังถูกมองว่าเป็นขนมที่ยังคงมีหลายเรื่องที่ไม่ทราบแน่ชัดอยู่ โดยมีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับ “ต้นกำเนิด” ของเจ้าขนมชนิดนี้ โดยบ้างก็ว่าเป็นขนมที่เกิดขึ้นมาในสมัยปลายยุคเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) บ้างก็ว่าเป็นช่วงยุคสมัยไทโช (ปี ค.ศ. 1912 – ปี ค.ศ. 1926) แต่จากการรวบรวมข้อมูลจากบันทึกต่าง ๆ ที่มีการกล่าวถึงเจ้าขนมไซบีเรียนี้พบว่าช่วงสมัยปลายยุคเมจิถึงสมัยยุคไทโช ที่ญี่ปุ่นได้มีขนมชนิดนี้อยู่แล้ว และในสมัยนั้นเจ้าขนมไซบีเรียนี้ก็มักจะถูกเสิร์ฟในร้านเบเกอรี่หรือภายในร้านคาเฟ่ที่ขายอาหารว่างและของเบา ๆ เป็นหลักอีกด้วย โดยขนมไซบีเรียเป็นขนมที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในแถบโตเกียว ไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยหรือรู้จักสำหรับผู้คนที่อาศัยในฮอกไกโดหรือโอกินาว่าค่ะ
แล้วที่มาของชื่อไซบีเรียมาจากอะไร?

เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าขนมชนิดนี้เกิดขึ้นหรือมีต้นกำเนิดมาได้อย่างไร ชื่อ “ไซบีเรีย” เองก็เลยมีหลายสมมติฐานด้วยกันค่ะ เช่น บ้างก็ว่าเป็นการนำเอาชื่อมาจากดินเยือกแข็งถาวร (Permafrost) ของไซบีเรีย บางสมมติฐานก็บอกว่า มาจากลูกสาวของขุนนางชาวรัสเซียที่ลี้ภัยเข้ามายังญี่ปุ่นหลังการปฏิวัติรัสเซีย ได้ทำขนมชนิดนี้ขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงบ้านเกิดของตน บางสมมติฐานก็ว่าเป็นขนมที่ตั้งขึ้นตามเหตุการณ์การส่งทัพไปไซบีเรียเมื่อปีไทโชที่ 7 (ปี ค.ศ. 1918) หรือบางสมมติฐานก็บอกว่าเจ้าขนมชนิดนี้ถูกคิดค้นโดยช่างทำขนมที่เคยร่วมรบในสงครามรัสเซีย–ญี่ปุ่น บางก็ว่าเค้กคาสเทลล่าของเจ้าขนมไซบีเรียนี้สื่อถึงดินเหลืองของไซบีเรีย ส่วนไส้เยลลี่ถั่วแดงหรือโยกัง สื่อถึงทางรถไฟสายไซบีเรีย จากที่กล่าวมา เราจะเห็นได้เลยว่าแค่สมมติฐานก็มีมากมายถึงเพียงนี้เลยทีเดียว! แม้ว่าไม่สามารถสรุปได้ว่าสมมติฐานไหนถูกต้องที่สุด แต่เชื่อได้ว่าขนมไซบีเรียถือเป็นขนมที่สามารถครองใจคนญี่ปุ่นมาได้ตั้งแต่สมัยอดีตค่ะ
“ไซบีเรีย” เป็นขนมที่ปรากฏในผลงานของ Studio Ghibli ด้วยนะ!

ขนมไซบีเรียนี้เคยได้ปรากฏในภาพยนตร์อนิเมะของ Studio Ghibli ด้วยนะคะ โดยเจ้าขนมนี้ได้ปรากฏในผลงานเรื่อง “The Wind Rises” หรือ “คะเซทาจินู” (Kazetachinu = 風立ちぬ) หรือในชื่อไทย “ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก” ซึ่งเป็นภาพยนตร์อนิเมะที่เล่าเรื่องราวในช่วงทศวรรษที่ 1920 หรือในสมัยไทโช โดยภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ขึ้นอันดับ 1 ในโรงภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่นถึง 8 สัปดาห์ติดต่อกัน ทำรายได้สูงสุดในญี่ปุ่นปี ค.ศ. 2013 ที่ 12,000 ล้านเยน หรือประมาณ 3,840 ล้านบาท รวมถึงยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาอนิเมะชั่นอีกด้วย

จากความดังเป็นพลุแตกของภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้ ได้ทำให้ขนมไซบีเรียซึ่งเป็นขนมที่มีอยู่แล้วในสมัยนั้น กลับมาฮิตอีกครั้งอย่างไม่เป็นที่ต้องสงสัย โดยปรากฏในฉากที่ จิโระ โฮริโกะชิ พระเอกของเรื่องได้แวะซื้อขนมไซบีเรียที่ร้านขายของชำหลังระหว่างเดินทางกลับที่พัก เขาได้พบเข้ากับเด็ก ๆ จึงยื่นขนมไซบีเรียให้ แม้ว่าเจ้าขนมไซบีเรียนี้จะดูน่ากินแต่เนื่องจากเขาเป็นคนแปลกหน้า เด็ก ๆ จึงปฏิเสธที่จะไม่รับ เขาจึงได้เก็บเจ้าขนมไซบีเรียนี้กลับมายังที่พักแล้วนำไปกินกับ คิโระ ฮอนโจ เพื่อนสนิทผู้ซึ่งทำงานที่เดียวกัน โดยการปรากฏตัวของขนมไซบีเรียนี้ ซึ่งถือว่าเป็นขนมที่มีมาอยู่แล้วในยุคนั้น จึงเป็นเครื่องประดับหรือองค์ประกอบที่ช่วยสร้างบรรยากาศของอนิเมะเรื่องนี้ให้ถ่ายทอดความเป็นอนิเมะที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในยุคสมัยไทโชออกมาได้เป็นอย่างดี

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเรื่องราวของขนมญี่ปุ่นที่ทางเรานำมาเสนอกันในวันนี้ ถึงแม้ว่าชื่อไซบีเรียจะดูไม่เหมือนว่าเป็นขนมที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นเลยก็ตาม ดังนั้นถ้าใครยังไม่เคยลอง แต่ชอบกินขนมญี่ปุ่นที่ด้านในใส่ไส้ถั่วแดง นอกจากขนมโดรายากิชื่อดังที่รู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ก็ขอให้เปิดใจลองเจ้าขนมไซบีเรียนี้กันดูนะคะ ซึ่งในร้านขนมปังที่ญี่ปุ่น เราสามารถที่จะหาซื้อเจ้าขนมชนิดนี้ได้ง่ายค่ะ ซึ่งตามปกติมักจะถูกวางไว้อยู่ในตู้เย็นใกล้บริเวณเคาเตอร์ที่จ่ายเงิน ถ้ามีโอกาสลองซื้อชิมดู รับรองเลยว่าจะต้องตกใจกับการผสมผสานอันลงตัวได้อย่างวิเศษระหว่างเค้กคาสเทลล่ากับเยลลี่ถั่วแดงหรือโยกังเป็นที่แน่นอนค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก : fundo.jp