ถ้านึกถึงชาญี่ปุ่นยอดนิยมอันดับแรก คิดว่าหลายคนน่าจะนึกถึง “ชาเขียว” หรือ “มัทฉะ” กันเป็นส่วนใหญ่ แต่ทราบกันหรือไม่ว่าถ้าเป็นในช่วงหน้าร้อนคนญี่ปุ่นมักจะดื่ม “ชาข้าวบาร์เล่ย์” หรือ “มุกิฉะ” กันมากกว่าชาเขียว จะเป็นเพราะเหตุใด บทความนี้เราจะมาไขข้อข้องใจให้ทราบกันค่ะ
ชาข้าวบาร์เล่ย์หรือมุกิฉะเป็นชาแบบไหน ?

มุกิฉะ เป็นชาชนิดหนึ่งที่ชงโดยการต้มเมล็ดชาข้าวบาร์เล่ย์ที่คั่วแล้ว ถึงแม้จะเรียกว่า “ชา” แต่ไม่ได้ทำจากใบชาเหมือนพวกชาเขียวหรือชาดำ เพราะที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าเครื่องดื่มใด ๆ ก็ตามที่ใช้ใบหรือเมล็ดต้มในน้ำร้อนก็จะเรียกว่า “ชา” ได้ทั้งหมด ว่ากันว่ามุกิฉะมีต้นกำเนิดในญี่ปุ่นตั้งแต่ในช่วงปลายยุคโจมงจนถึงต้นยุคยาโยอิ จนกระทั่งญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเฮอันจึงได้เริ่มมีการดื่มมุกิฉะแบบในปัจจุบัน และเป็นชาที่ได้รับความนิยมมากกว่าชาเขียว ในช่วงปลายยุคเอโดะมีการกล่าวถึง “โรงน้ำชามุกิฉะ” ตั้งแต่นั้นมา ชาข้าวบาร์เล่ย์หรือมุกิฉะจึงได้รับความนิยมในฐานะที่เป็นเครื่องดื่มที่คนทั่วไปสามารถดื่มได้ง่าย
เหตุใดจึงกล่าวกันว่า “ดีสำหรับช่วงหน้าร้อน” ?

ปกติแล้วชาข้าวบาร์เล่ย์หรือมุกิฉะแทบจะเป็นเครื่องดื่มพื้นฐานในครัวเรือนของคนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นดื่มมุกิฉะกันเป็นประจำโดยแทบไม่รู้ตัว ยิ่งเฉพาะในช่วงหน้าร้อน อาจจะเพราะเหตุผลที่ว่าการดื่มมุกิฉะช่วยระบายความร้อนให้กับร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่น อีกทั้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่สำคัญคือเป็นชาที่ไม่มีคาเฟอีน ต่างจากชาเขียว มุกิฉะจึงเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็ก สตรีมีครรภ์ จนถึงผู้สูงอายุ
วิธีการชงมีผลต่อรสชาติของมุกิฉะหรือไม่ ?

การชงชามุกิฉะมี 3 วิธีหลัก ได้แก่
- การชงด้วยน้ำเย็น
- การชงด้วยน้ำร้อน
- การต้ม
หากชงด้วยน้ำร้อนจะใช้เวลาในการชงนานกว่าการชงด้วยน้ำเย็น ส่วนการต้มก็จะใช้เวลานานกว่าการชงด้วยน้ำร้อน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องรสชาติและกลิ่นหอมของชาที่มากกว่ากันแล้ว การต้มจะได้รสชาติและกลิ่นหอมของมุกิฉะที่ดีที่สุด ตามด้วยการชงด้วยน้ำร้อน และการชงด้วยน้ำเย็นตามลำดับ แต่ละวิธีจะมีข้อดีแตกต่างกัน ยากที่จะบอกว่าวิธีไหนดีที่สุด หากชอบแบบไหน สามารถเลือกได้ตามความชอบของแต่ละบุคคลได้ค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก halmek