ทุกคนชอบกินขนมปังกันไหมคะ? สำหรับบางคนขนมปังปิ้งร้อน ๆ คือ เมนูประจำยามเช้า ในขณะที่บางคนก็เลือกที่จะซื้อขนมปังเป็นมื้อกลางวันเพราะสะดวกและอิ่มท้องมากกว่าเลือกกินข้าว แต่ไม่ว่าจะเป็นขนมปังแบบไหน หลายคนก็มักจะคิดว่าขนมปังเป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากโลกตะวันตก ญี่ปุ่นแม้จะเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมการปลูกและบริโภคข้าวมาอย่างยาวนาน แต่ก็มีขนมปังชนิดหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นและได้รับความนิยมมาหลายชั่วอายุคนมาจนถึงปัจจุบันนั่นก็ คือ “อามะโชคุ” (Amashoku = 甘食) หรือ “ขนมปังหวาน” ขนมอบหน้าตาเรียบง่ายที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำของผู้คน ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาพาทุก ๆ คนไปรู้จักกับอามะโชคุกันค่ะ ตามไปอ่านกันเลย!
ขนมปังที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ นั้นหาได้ยาก!?

เมื่อพูดถึงขนมปังในญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็น ครีมปังหรือขนมปังไส้ครีม (Cream Pan) อันปังหรือขนมปังถั่วแดง (An Pan) โชกุปังหรือขนมปังแถวทรงสี่เหลี่ยม (Shoku Pan) และเมล่อนปัง (Melon Pan) เป็นต้นแล้ว ชื่อของขนมปังส่วนใหญ่มักเขียนหรือเรียกด้วยตัวอักษรคาตากานะ หรือเป็นการผสมระหว่างคันจิ ฮิรางานะ และคาตากานะใช่ไหมคะ? แต่ทว่าในบรรดาขนมปังเหล่านั้น “อามะโชกุ” หรือ “ขนมปังหวาน” ถือเป็นขนมปังที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ ซึ่งพบได้ค่อนข้างยาก เหตุผลก็เพราะมันเป็นขนมปังที่มีต้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ

ลักษณะของอามะโชกุหากมองจากด้านบนจะเห็นเป็นทรงกลม ส่วนเมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่าส่วนกลางนูนสูงขึ้น ทำให้ดูคล้าย ภูเขาไฟฟูจิอยู่ไม่น้อย แม้จะเป็นขนมปังที่ดูแล้วจะมีรูปทรงที่เรียบง่ายแต่ก็ให้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี อนึ่ง สาเหตุที่ตรงกลางของขนมปังนูนขึ้นมาเช่นนี้เป็นเพราะในขั้นตอนที่ยังเป็นแป้งโด จะมีการกรีดรอยเป็นรูปกากบาท (✕) ไว้บนผิวแป้งนั่นเองค่ะ
อามาโชคุถือกำเนิดขึ้นในสมัยเมจิหรือสมัยไทโชกันแน่?

ถ้าพิจารณาดูแล้วจะพบว่ามีทั้งทฤษฎีที่กล่าวว่าอามะโชคุได้ถือกำเนิดขึ้นในสมัยเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) และบางทฤษฎีก็บอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยเมจิ แต่เกิดขึ้นในสมัยไทโช (ปี ค.ศ. 1912 – ปี ค.ศ. 1926) ต่างหาก แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากกว่า คือ อามะโชคุกำเนิดขึ้นในสมัยเมจิค่ะ สาเหตุเนื่องจากในยุคสมัยเมจิ ญี่ปุ่นได้เปิดประเทศและรับเอาวัฒนธรรมรวมถึงสิ่งต่าง ๆ จากต่างชาติเข้ามามากมายซึ่งขนมปังและบิสกิตก็เป็นหนึ่งในอาหารที่เข้ามาในช่วงเวลานั้นเช่นกัน โดยเชื่อกันว่าอามะโชคุถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1894 หรือปีเมจิที่ 27 โดยร้านเบเกอรี่ชื่อ “เซชินโด” (Seishindou = 清新堂) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านทามูระโจ เขตชิบะ กรุงโตเกียว (หรือปัจจุบัน คือ ย่านนิชิชิมบาชิ เขตมินาโตะ กรุงโตเกียว) โดยที่ร้านเซชินโดมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชื่อ “มากิอามะโชคุ ตราอิคาริ” (Ikari Jirushi No Maki Amashoku = イカリ印のまき甘食) ซึ่งเจ้าขนมชนิดนี้ได้ถูกมองว่าเป็นต้นกำเนิดของขนมปังหวานหรืออามะโชคุในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกไปถึงรากเหง้าของอามะโชคุเองแล้ว ก็มีการกล่าวกันว่ามีที่มาจาก “ขนมนัมบัง” (Nanban Gashi = 南蛮菓子) ซึ่งถูกนำเข้ามายังญี่ปุ่นโดยชาวโปรตุเกสและชาวสเปนตั้งแต่สมัยอะซุจิ–โมโมยามะอีกด้วย โดยตัวอย่างของขนมนัมบังที่เราคุ้ยเคยและรู้จักกันดีได้แก่ คาสเทลล่า หรือ คอมเปโต เป็นต้นนั้นเองค่ะ
อามะโชคุเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? แล้วชื่อมาจากอะไร?

มีบันทึกเล่าว่าในสมัยนั้นการทำขนมปังต้องใช้เวลาถึงครึ่งวันจึงจะเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นอามะโชคุจึงถูกคิดค้นขึ้นเพื่อช่วยลดขั้นตอนและแรงงานในการทำขนมปัง รวมถึงสามารถผลิตได้ในเวลาที่สั้นกว่าเดิม สำหรับที่มาของชื่อนั้นมีอยู่หลายทฤษฎี เช่น มาจากความหมายว่า “ของว่างรสหวานที่รับประทานระหว่างมื้ออาหาร” หรือมาจากแนวคิดว่าเป็น “ขนมปังสำหรับรับประทานที่มีลักษณะคล้ายบิสกิตหวานแต่ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น” แต่แม้ว่าอามะโชคุจะมีรสชาติหวานและให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับขนมหวาน แต่โดยทั่วไปแล้วถูกจัดอยู่ในประเภทขนมปังชนิดหนึ่งค่ะ
อามะโชคุเป็นขนมปังที่คนคันโตรู้จักดี แต่คนในภูมิภาคคันไซอาจจะไม่รู้จัก?

แม้ว่าใครหลายคนที่เกิดและเติบโตในภูมิภาคคันโตจะคุ้นเคยกับอามะโชคุหรือขนมปังหวานชนิดนี้กันเป็นอย่างดี แต่ขนมปังหวานโบราณชนิดนี้กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในภูมิภาคคันไซหรือพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นนัก อีกทั้งในปัจจุบัน แม้แต่ในภูมิภาคคันโตเอง อามะโชคุก็เริ่มหาซื้อได้ยากกว่าสมัยก่อน ทำให้ขนมที่เคยเป็นของคู่บ้านคู่เมืองค่อย ๆ เลือนหายไปจากวิถีชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนหวังว่าบทความในครั้งนี้จะทำให้ทุก ๆ คนได้รู้จักอามะโชคุมากขึ้น และเห็นเสน่ห์ของขนมญี่ปุ่นแสนเรียบง่ายชนิดนี้ แม้จะเป็นขนมปังที่ไม่มีรูปลักษณ์โดดเด่นอะไรมากมายนัก แต่ด้วยเนื้อสัมผัสนุ่มฟูและรสชาติหวานละมุน ก็ต่างทำให้หลายคนหลงรักและชอบกินเจ้าขนมปังชนิดนี้ หากใครมีโอกาสได้เดินทางไปญี่ปุ่น อย่าลืมแวะมองหาตามร้านเบเกอรี่หรือร้านขนมท้องถิ่น แล้วลองชิมอามะโชคุสักชิ้น เพราะบางครั้งขนมชิ้นเล็ก ๆ ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมและวันวานของญี่ปุ่นได้อย่างน่าประทับใจค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan