“ขนมปังถั่วแดง” หรือที่หลายคนรู้จักและเรียกกันในชื่อของ “อันปัง” (Anpan = あんパン) เป็นขนมปังหวานจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้คนทุกเพศทุกวัย รสสัมผัสนุ่มนิ่มของเนื้อแป้งขนมปังด้านนอก ผสมผสานลงตัวกันได้เป็นอย่างดีไปกับไส้ถั่วแดงกวนที่สอดไส้ห่ออยู่ด้านใน เมื่อหั่นหรือฉีกแป้งขนมปังออกมา กลิ่นหอมหวานของถั่วแดงก็จะส่งกลิ่นหอมลอยแตะจมูก ไม่ว่าใคร ๆ ก็คงอดใจที่จะไม่ลองกินไปไม่ได้

ทั้งนี้ ขนมปังถั่วแดงก็ยังสามารถแยกออกไปได้อีกหลายแบบขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นแบบเนื้อถั่วแดงเนียนละเอียด แบบที่เนื้อถั่วแดงยังเป็นแบบเม็ดอยู่ หรือขนมปังหวานอื่น ๆ ที่ถูกจัดว่าเป็นเครือญาติกับขนมปังถั่วแดง เช่น “ขนมปังไส้ถั่วขาว” รวมไปถึง “ขนมปังไส้ถั่วแดงและมาการีน” (Ogura Margarine = 小倉マーガリン) อาหารเช้ายอดนิยมจากเมืองไอจิ จังหวัดนาโกย่า และ “ขนมโดรายากิไส้ถั่วแดงและเนย” (Butter Dorayaki = バターどら焼き) เป็นต้นค่ะ

ขนมปังถั่วแดงเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

ในปัจจุบัน ขนมปังถั่วแดงนอกเหนือไปจากรูปแบบทรงกลมที่เราคุ้นชินกันเป็นอย่างดีแล้ว ยังมีรูปร่างแปลกใหม่อีกมากมาย เช่น รูปทรงเกลียวขดไปมา รูปทรงสามเหลี่ยม เป็นต้น ว่าแต่ขนมปังถั่วแดงที่ถูกอกถูกใจผู้คนนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไรกันนะ? หลายคนก็คงอยากรู้กันใช่ไหมคะ? วันนี้ทางเราจะมาเล่าอธิบายให้ฟังกันค่ะ
ที่มาที่ไปของขนมปังถั่วแดง สามารถย้อนประวัติเท้าความกลับไปได้ถึงช่วงยุคเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) ซึ่งเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศยอมรับวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายรวมไปถึงอาหารการกิน ซึ่ง “ขนมปัง” ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่เข้ามาในสมัยนั้นค่ะ โดยเมื่อปีเมจิที่ 2 (ปี ค.ศ. 1869) นายคิมูระ ยะสุเบะเอะ (Kimura Yasubee = 木村安兵衛) เจ้าของร้านขนมปังถั่วแดงคิมูระยะ ที่ตั้งอยู่ในย่านกินซ่า กรุงโตเกียว (แต่เดิมร้านตั้งอยู่บริเวณชิบะฮิกาเกะโจซึ่งคือบริเวณสถานีรถไฟชิมบาชิในปัจจุบัน) ได้มีความคิดที่อยากจะให้ขนมปังเป็นที่รู้จักกันไปอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวญี่ปุ่น จึงได้ดัดแปลง “ขนมมันจู” (Manju = 饅頭) หรือ “ขนมหมั่นโถวญี่ปุ่น” ออกมาวางจำหน่าย พร้อมทั้งพัฒนาปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนในสมัยปีเมจิที่ 7 (ปี ค.ศ. 1874) จึงได้ออกมาเป็นขนมปังถั่วแดงในรูปทรงและรสชาติแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี้ค่ะ (ทั้งนี้ ร้านคิมูระยะ เป็นร้านดังที่ออกทีวีรวมถึงนิตยสารกูร์เมต์ดัง ๆ ทั้งของญี่ปุ่นและต่างประเทศอยู่เป็นประจำ)


การผสมผสานระหว่าง “วัฒนธรรมการกินขนมปัง” ที่ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ กับ “ถั่วแดง” ที่เป็นไส้ขนมที่คนญี่ปุ่นชอบและคุ้นชินกันมาตั้งแต่สมัยอดีตนั้นถือเป็นการ “ผสมผสานเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน” ได้อย่างลงตัว แต่ทุกคนทราบกันไหมคะว่า “วิธีการนำไส้มาใส่ลงไปในแป้งแล้วห่อนำมาทำเป็นของกิน” นั้นเป็นวิธีการที่ญี่ปุ่นได้รับวัฒนธรรมความคิดอิทธิพลมาจากประเทศจีนค่ะ โดยเข้ามาในสมัยยุคอาสึกะ (ปี ค.ศ. 552 – ปี ค.ศ. 645) ซึ่งแต่เดิมเวลาทำขนมญี่ปุ่น ไส้ส่วนใหญ่จะทำมาจาก “เนื้อ” ตามแบบจีน แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 646 ในสมัยของจักรพรรดิโคโตกุ ได้มีประกาศห้ามให้ประชาชนบริโภคเนื้อหมู และในปี ค.ศ. 675 ในสมัยของจักรพรรดิเทนมู ที่ได้มีการประกาศเข้มงวดใน การห้ามบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ เพิ่มมากขึ้นจึงทำให้ “ไส้เนื้อ” ต้องถูกดัดเปลี่ยนเป็นการใช้ไส้อื่น ๆ เข้ามาใส่แทน เช่น “ไส้เนื้อผลไม้” หรือ “ไส้งา” เป็นต้น จนถึงในช่วงสมัยยุคคามาคุระ (ปี ค.ศ. 1192 – ปี ค.ศ. 1333) จึงได้มีการนำ “ถั่วแดง” มากวนบดเนื้อให้ละเอียดแล้วนำมาใส่ลงไปในขนมญี่ปุ่นแทน เกิดเป็น “ไส้ถั่วแดง” ขึ้นค่ะ

ว่าแต่แล้วทำไมถึงต้องเป็นถั่วแดง? ก็เพราะจากความเชื่อที่ว่า “สีแดง คือ สีโชคดี และยังเป็นสีที่เชื่อว่ามีพลังสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปได้” รวมทั้งถั่วแดงยังถูกจัดและถือให้เป็นของที่มักนำไปถวายเทพเจ้า รวมถึงเป็นหนึ่งในบรรดาของบรรณาการที่มักจะถูกนำไปถวายให้แก่ผู้สูงศักดิ์อยู่เป็นประจำ
ในด้านของรสชาติ ขนมญี่ปุ่นในช่วงสมัยนั้นใช้เกลือเป็นส่วนประกอบจึงทำให้ขนมมีรสชาติออกไปทางเค็มมากกว่าที่จะมีรสชาติหวาน จนในสมัยช่วงยุคมุโรมาจิ (ปี ค.ศ. 1336 – ปี ค.ศ. 1573) ที่ได้มีการนำเข้า “น้ำตาล” จากโปรตุเกสเข้ามาในญี่ปุ่น “ไส้ถั่วแดงเค็ม” จึงได้เปลี่ยนไปเป็น “ไส้ถั่วแดงหวาน” แบบที่เราคุ้นชินกันในปัจจุบันค่ะ แต่ผู้อ่านบางคนอาจสงสัยว่าแต่ญี่ปุ่นก็มี “น้ำหวานอามาสึระ” ซึ่งเป็นน้ำหวานที่ได้จากการต้มยางไม้เลื้อย ซึ่งมีรสชาติหวานเหมือนน้ำผึ้งมาตั้งแต่อดีตแล้วไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงไม่ถูกนำมาใช้? ก็เพราะว่าน้ำหวานอามาสึระ มิได้เป็นของที่หาได้ทั่วไป จะมีแต่บรรดาขุนนางหรือผู้มีอำนาจซึ่งมีฐานะร่ำรวยสามารถจับต้องและเข้าถึงได้เท่านั้นค่ะ

อย่างไรก็ตาม เรื่อยมาจนมาถึงสมัยช่วงยุคเอโดะ ( (ปี ค.ศ. 1603 – ปี ค.ศ. 1868) “ถั่วแดงกวนเนื้อเนียนละเอียด” ก็ยังถือเป็นว่าเป็นของกินที่มีราคาแพงอยู่ดี กว่าที่จะมีราคาถูกลงมาก็เป็นช่วงเข้าสู่ยุคสมัยเมจิเป็นต้นไปแล้ว เนื่องจากได้มีการผลิตเครื่องจักรที่ใช้สำหรับปอกเปลือกและแยกเปลือกถั่วออกจากกันอย่างอัตโนมัติเกิดขึ้น จึงทำให้สามารถผลิตถั่วแดงกวนออกมาได้มากขึ้น ราคาจึงถูกลง ประชาชนทั่วไปจึงเริ่มหาซื้อได้ค่ะ
วันขนมปังถั่วแดงคือวันที่เท่าไร? ขนมปังถั่วแดงได้รับความนิยมเพราะสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ?

ทราบกันไหมคะว่าที่ญี่ปุ่นมีวันขนมปังถั่วแดงด้วย? วันขนมปังถั่วแดง คือ วันที่ 4 เมษายน ของทุกปี ส่วนที่ว่าขนมปังถั่วแดงได้รับความนิยมเป็นเพราะสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ก็เพราะว่าขนมปังถั่วแดงที่แต่งหน้าด้วยกลีบดอกซากุระหมักเกลือ (เป็นกลีบดอกซากุระสายพันธุ์ยะเอะซากุระ จากภูเขาโยชิโนะ จังหวัดนารา ซึ่งเป็น 1 ในสถานที่ซึ่งมีชื่อเสียงในการชมดอกซากุระของญี่ปุ่น) หรือที่เรียกกันว่า “ซากุระอังปัง” ได้ถูกนำไปถวายให้แด่สมเด็จพระจักรเมจิ ในงานชมดอกซากุระที่มีจัดขึ้นในวันที่ 4 เมษายน 1875 ซึ่งขนมดังกล่าวเป็นที่ถูกอกถูกใจทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีเป็นอย่างมาก ขนาดมีรับสั่งให้นำมาถวายต่อไปเรื่อย ๆ อีกด้วย จากเหตุการณ์ดังกล่าวขนมปังถั่วแดงจึงได้รับความนิยมไปทั่วประเทศญี่ปุ่นนั้นเองค่ะ

“การเปิดรับวัฒนธรรมใหม่” “การดัดแปลงไส้ให้เข้ากับสถานการณ์และยุคสมัย” “การถูกนำไปถวายให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดิ” จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ทำให้เราเห็นและเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีได้ว่า ขนมปังถั่วแดงถือเป็นขนมปังหวานที่อยู่เคียงคู่กับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมาโดยตลอด ถ้าใครยังไม่เคยได้ลองเจ้าขนมปังแห่งประวัติศาสตร์นี้ ผู้เขียนแนะนำให้ลองหามาซื้อชิมกันดูนะคะ เชื่อได้เลยว่าจะต้องถูกอกติดใจ ยกให้เป็น 1 ในบรรดาขนมหวานในดวงใจของหลาย ๆ คนเป็นแน่แท้ค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan และ kimuraya-sohonten.co.jp