Studio Ghibli

Studio Ghibli ที่เป็นสตูดิโอสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นสัญชาติญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นจากความรักในการสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่น และความต้องการนำเสนอผลงานที่มีคุณภาพในระดับสูง ทำให้ผลงานของ Ghibli มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ยากจะหาใครมาเหมือนได้ สำหรับ บทความก่อนหน้า เราพูดถึงจุดกำเนิดไปแล้ว ในตอนที่ 2 นี้เราจะขอนำเสนอเกี่ยวกับการบริหารจัดการและความสำเร็จจนกลายมาเป็นยุคทองของ Studio Ghibli ให้ได้ทราบกันค่ะ

จุดเด่นและความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของ Studio Ghibli

Ocean Wave

ภาพจากผลงานเรื่อง โอเชี่ยนเวฟส์ สองหัวใจหนึ่งรักเดียว (Ocean Wave)

ปี ค.ศ.1993 Ghibli ได้นำเครื่องถ่ายภาพขนาดใหญ่ 2 เครื่องที่เป็นระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งาน ทำให้นักวาดสามารถแบ่งงานในแต่ละขั้นตอนกันได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การวาด, ลงสีจนถึงการถ่ายภาพ ซึ่งการที่มีสตูดิโอที่สามารถทำได้ครบจบทุกขั้นตอนในที่เดียวแบบนี้เป็นความก้าวหน้าในระดับสูงซึ่งตรงกันข้ามกับโลกอนิเมะของญี่ปุ่นขณะนั้นโดยสิ้นเชิง การตัดสินใจลงทุนในระดับนี้เพราะต้องการทำให้การสื่อสารในแต่ละขั้นตอนมีความสอดคล้องกัน เพื่อส่งเสริมคุณภาพของผลงานได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

Ocean Wave

ภาพจากผลงาน โอเชี่ยนเวฟส์ สองหัวใจหนึ่งรักเดียว (Ocean Wave)

และในปีนั้น Ghibli ยังได้เริ่มสร้างผลงานโทรทัศน์เป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งคือ “โอเชี่ยนเวฟส์ สองหัวใจหนึ่งรักเดียว (Ocean Waves)” นับเป็นครั้งแรกที่ Ghibli ให้ผู้อื่นที่นอกเหนือจากคุณมิยาซากิและคุณทาคาฮาตะเป็นผู้กำกับด้วยเช่นกัน ในตอนนั้นได้คุณโทโมมิ โมจิสุกิในวัย 34 ปีมากำกับให้ และยังเป็นการรวมทีมงานที่ส่วนใหญ่ที่เป็นหนุ่มสาววัย 20 – 30 ปี เน้นคอนเซ็ปต์ “เร็ว, ถูกและดี” ทว่าการออกอากาศเป็นรายการพิเศษทางโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาความยาว 70 นาทีในตอนนั้นถูกวิจารณ์แถมยังขาดทุนไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นความท้าทายใหม่ของ Ghibli ที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน

ปอมโปโกะ ทานูกิป่วนโลก

ภาพจากผลงานเรื่อง ปอมโปโกะ ทานูกิป่วนโลก (Heisei-era Raccoon Dog War Pom Poko)

ในปีถัดมา Ghibli ก็คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีมาได้อีกครั้งกับผลงานเรื่อง “ปอมโปโกะ ทานูกิป่วนโลก (Heisei-era Raccoon Dog War Pom Poko)” ที่กำกับโดยคุณทาคาฮาตะ อีกทั้งเรื่องนี้ยังถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวของทีมงานอนิเมเตอร์รุ่นใหม่ที่เคยร่วมสร้างผลงานเรื่อง ในความทรงจำที่ไม่มีวันจาง (Omohide Poro Poro) มาก่อนอีกด้วย นอกจากนี้ปอมโปโกะ ทานูกิป่วนโลก ยังเป็นเรื่องแรกที่ Ghibli ได้นำเทคนิค CG เข้ามาใช้ แม้ว่าจะมีเพียง 3 cut เท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่จุดกระแสการใช้ CG ในผลงาน

Whisper of the Heart

ภาพจากผลงานเรื่อง วันนั้น…วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู (Whisper of the Heart)


และในฤดูร้อนปี ค.ศ.1995 เปิดตัวด้วยแอนิเมชั่นเรื่อง “วันนั้น วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู (Whisper of the Heart)” ที่คุณมิยาซากิลงแรงเองทั้งสร้าง, เขียนบท และเขียนสตอรี่บอร์ดด้วยตัวเอง และยังสร้างความท้าทายอีกขั้นโดยการให้คุณโยชิฟุมิ คนโดผู้เคยมีผลงานกำกับภาพจากเรื่อง “สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Firefly)”, “แม่มดน้อยกิกิ (Kiki’s Delivery)”, “ในความทรงจำที่ไม่มีวันจาง (Omohide Poro Poro)” มาเป็นผู้กำกับเรื่องนี้ให้เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังนำ “Digital compositing” ซึ่งคือเทคนิคการจัดองค์ประกอบภาพแบบดิจิทัลเข้ามาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการเร่งนำเทคโนโลยีดิจิตัลเข้ามาใช้ที่หน้างานเพื่อสร้างผลงานที่แปลกใหม่และนำสมัย ซึ่งก็เหมาะมากเพราะ Whisper of the Heart เป็นเรื่องราวที่นำเสนอภาพลักษณ์อันสดใสในช่วงวัยรุ่นซึ่งแปลกใหม่กว่าแนวที่เคยทำ และก็อย่างที่คาดเมื่อแอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีมาได้อีกเช่นกัน

ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องถัดมาที่สร้างชื่อให้ Ghibli อีกเรื่องก็คือ “เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร (Princess Mononoke)” ซึ่งเป็นแอนิเมชั่นที่มีการนำเทคนิค “Digital Paint” มาใช้เป็นครั้งแรก และหลังจากจบโปรเจคเรื่องนี้ก็ได้จัดตั้งแผนก CG ภายในสตูดิโอแบบถาวร ซึ่งตั้งแต่แอนิเมชั่นเรื่อง “ศึกเทพมังกรพิภพสมุทร (Tales from Earthsea)” เป็นต้นมาก็ได้ใช้ CG เต็มรูปแบบเลย ทว่าต่อมาเนื่องด้วยนโยบายทางการเงินที่เปลี่ยนไปแผนก CG ได้มีการปรับลดขนาดลงโดยยุบรวมเข้ากับแผนกวิดีโอมาจนถึงปัจจุบัน

จากจุดนี้เราจะเห็นได้ว่า Ghibli เป็นสตูดิโอสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่มีทุนสูงกว่าที่อื่น โดยมีเหตุผลเรื่องต้นทุนที่เป็นค่าฝีมือของพนักงานภายในบริษัทอยู่ด้วย โดยพนักงานจำนวนถึง 2 ใน 3 ล้วนมีส่วนร่วมในการผลิตผลงานแต่ละเรื่องออกมาด้วยกันทั้งสิ้น นี่เองที่เป็นจุดเด่นของ Ghibli ที่มุ่งเน้นคุณภาพของผลงานให้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากมองในทางกลับกันคนบางกลุ่มอาจมองว่านี่กลับเป็นจุดอ่อนของ Ghibli

Ghibli กับกลยุทธ์การทำโฆษณา

อย่างที่ได้กล่าวไปในบทความก่อนในตอนที่ 1 ว่า Studio Ghibli มีเพียงเป้าหมายเดียวคือ “การสร้างผลงานคุณภาพเยี่ยม” โดยไม่เน้นการโฆษณาใด ๆ เลยในช่วงแรก ถึงอย่างนั้น Ghibli ก็ยังประสบความสำเร็จจากทั้ง “การประเมินด้านเนื้อหา” และ “การสร้างรายได้จากการเข้าชมภาพยนตร์” อย่างต่อเนื่องสวนทางกับสถานการณ์ของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นในขณะนั้นที่ยังคงอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ลง ซึ่งความสำเร็จเหล่านั้นเกิดจาก 3 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้

1. ความสมบูรณ์แบบด้านคุณภาพ

หากสังเกตกันดี ๆ จะเห็นว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นจาก Studio Ghibli แต่ละเรื่องนั้นจะมีธีมหลักของแต่ละเรื่อง โดยมักจะใส่รายละเอียดที่มีความร่วมสมัยใส่เข้าไปด้วย แม้เรื่องนั้นจะนำเสนอในธีมที่เหนือจินตนาการ หรือสะท้อนสังคมญี่ปุ่นในช่วง 50 ปีก่อนเอาไว้แต่กลับมีความไหลลื่นและสมจริงอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งสิ่งนั้นเกิดจากความพิถีพิถันในการลงรายละเอียดของภาพที่มีคุณภาพระดับสูง และการจะทำเช่นนั้นได้ต้องอาศัยเทคโนโลยีในระดับสูงเช่นกัน การที่ Ghibli ยอมลงทุนเพื่อให้ได้ผลงานคุณภาพสูงในระดับนั้นออกมาได้ ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภาพยนต์อนิเมชั่นของ Ghibli มีมาตรฐานและเอกลักษณ์ของตนเองที่ทำให้น่าหลงใหลได้ ซึ่งหากขาดความใส่ใจในรายละเอียดเหล่านี้ไปต่อให้ทำการโฆษณาดีแค่ไหนก็มิอาจประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องได้

2. คลื่นของกระแสความนิยมที่สั่งสมเรื่อยมา

แม้ว่า Studio Ghibli จะมุ่งเน้นการสร้างกำไรจาก Box office มาตั้งแต่ต้น ทว่าอนิเมะเรื่องแรก ๆ กลับไม่ได้ประสบความสำเร็จดั่งใจหวัง กระแสความนิยมของ Ghibli นั้นเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ “โทโทโร่เพื่อนรัก (My Neighbor Totoro)” และ “สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Firefly)” ที่แม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จใน Box office แต่ด้วยเนื้อหาและคุณภาพผลงานที่โดดเด่นทำให้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม จนส่งผลให้ผลงานเรื่อง “แม่มดน้อยกิกิ (Kiki’s Delivery)” ประสบความสำเร็จใน Box office เป็นเวลาต่อมา

กล่าวได้ว่าทุกช่วงการสร้างงานของ Ghibli นั้นได้ก่อเกิดฐานแฟนคลับที่ค่อย ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสั่งสมมาเรื่อย ๆ จนเกินกว่ากรอบของแฟนอนิเมะทั่วไป และกลายเป็นแรงสนับสนุนให้กับผลงานชิ้นถัด ๆ ไป จนเกิดเป็นคลื่นความสุขที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างต่อเนื่องทุก ๆ ปีเรื่อยมา

3. นโยบายที่ชัดเจนในขยายการทำโฆษณาเป็นวงกว้าง

เมื่อภาพยนตร์มิใช่ศูนย์กลางความบันเทิงสำหรับญี่ปุ่นอีกต่อไป ค่าเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นที่เข้าชมในโรงภาพยนตร์ต่อปีอยุ่ที่คนละ 1 เรื่องเท่านั้น ซึ่งเรื่องที่จะเลือกเข้าไปชมนั้นต้องเป็นภาพยนตร์ที่ดีและควรค่าแก่การไปชม และการที่ Ghibli จะสร้างภาพยนตร์สักเรื่องที่ทำให้ผู้คนคิดว่า “จะต้องไปดูให้ได้” นั้นจึงต้องสร้างจาก “การโฆษณา” ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้ภาพยนตร์จะออกฉายเฉพาะช่วงฤดูร้อน แต่ก็ใช้จุดนี้ในการประชาสัมพันธ์สร้างบรยากาศที่ว่า “หน้าร้อนจะต้องดูภาพยนตร์จาก Glibli ” นั่นเอง

อีกประการหนึ่ง การเน้นที่คุณภาพผลงานนั้นทำให้ทุนสร้างสูง งบประมาณสำหรับการโฆษณาจึงค่อนข้างจำกัด Ghibli เลือกจะจัดการปัญหานี้ด้วยการทำโฆษณาที่ราคาไม่แพงแต่หลากหลาย เน้นการโฆษณาที่อาศัยกระแสมหาชนเพื่อประชาสัมพันธ์ออกไปเป็นวงกว้างให้สามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการบริหารที่ชาญฉลาดมากทีเดียว

Studio Ghibli ที่เน้นเรื่องคุณภาพเป็นหลัก ต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมายและการทำโฆษณาอย่างระมัดระวังมากที่สุด เพราะแม้แต่ที่ญี่ปุ่นเองที่ได้ชื่อว่าหนึ่งในประเทศผู้ผลิตอนิเมชั่น ก็ยังมองอนิเมชั่นว่าเป็นสำหรับแบบเด็ก ๆ อยู่ดี Ghibli ที่ต้องการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ จึงเน้นการนำเสนอที่ทำให้เห็นถึงคุณภาพผลงานในระดับสูงที่แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ชมได้เป็นส่วนสำคัญ

นอกจากนี้พื้นที่ที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ก็จะรับสื่อจากโตเกียวได้ค่อนข้างยาก การทำโฆษณาให้ได้เป็นวงกว้างตามที่ตั้งเป้าไว้จึงมีความสำคัญยิ่งที่ต้องเข้าถึงสื่อท้องถิ่นต่างๆด้วย ดังนั้น Ghibli จึงวางแคมเปญเดินสายทั่วประเทศก่อนเปิดตัวภาพตร์ในแต่ละครั้ง แม้แต่ละวันจะมีตารางงานที่แน่นเอียดแต่เหล่าผู้กำกับและโปรดิวเซอร์จะเดินทางไปยังหลาย ๆ พื้นที่เพื่อทำการโปรโมทภาพยนตร์ ส่วนนี้เองที่ทำให้ Ghibli มีความแตกต่าง ที่นอกจากจะเน้นการสร้างภาพยนตร์คุณภาพเยี่ยมแล้ว ก็ยังไม่ลืมที่จะมีส่วนร่วมสร้างกิจกรรมโปรโมทกันกันอย่างสม่ำเสมอ เรียกได้ว่าพยายามทำงานกันอย่างหนักเพื่อสร้างผลงานที่ดีและเป็นที่นิยมให้ได้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

Ghibli กับ “เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร” ที่สร้างสถิติอย่างคาดไม่ถึง

Princess Mononoke

ภาพจากผลงานเรื่อง เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร (Princess Mononoke)

ค.ศ.1995 Studio Ghibli ได้สร้างภาพยนตร์อนิเมะเรื่องที่ 11 ของคุณมิยาซากิเรื่อง “เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร (Princess Mononoke)” ออกมา โดยเป็นผลงาน Original Work ฉบับสมบูรณ์ที่สุดเรื่องแรกในรอบ 5 ปี ของคุณมิยาซากิอีกด้วย ด้วยเนื้อเรื่องแนวประวัติศาสตร์และดราม่าผจญภัย ทั้งทีมงานและตัวคุณมิยาซากิเองก็ลำบากใจที่จะเดินหน้าต่อเพราะยังเป็นแนวที่ไม่ได้รับความนิยมในยุคนั้น แม้เขาจะมีความตั้งใจแน่วแน่และปรารถนาในการทำอนิเมะแนวประวัติศาสตร์มานานแล้วก็ตาม อีกทั้งยังมีคู่แข่งอย่าง “The Lost World: Jurassic Park” ที่เปรียบเสมือนเพิ่มแรงกดดันเข้าไปอีก ณ ตอนนั้นเป็นอีกครั้งที่ต้องขอบคุณประธานโทคุมะที่ช่วยไฟเขียวให้อย่างไม่ลังเล จนท้ายที่สุดหลังใช้เวลาถึง 3 ปีก็สามารถสร้างแอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้จนสำเร็จ และ Ghibli ก็พาภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้เปิดตัวในฤดูร้อนของปีค.ศ.1997 โดยไม่คาดคิดเลยว่าจะได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ทำให้สื่อต่าง ๆ หลายแห่งทั่วโลกต่างพากันสนใจภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ และเกิดเป็นกระแสก่อเกิดปรากฎการณ์ใหม่ในวงการ ด้วยการสร้างสถิติแซงหน้าภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่เปิดตัวในหน้าร้อนปีนั้นได้ทั้งหมด และตอนนั้นเองที่ชื่อของ Studio Ghibli ได้กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้นในระดับโลก

My Neighbor Yamada-kun

ภาพจากผลงานเรื่องยามาดะ ครอบครัวนี้ไม่ธรรมดา (Hoho Kekyo My Neighbor Yamada-kun)

2 ปีต่อมา Ghibli ได้สร้างความท้าทายใหม่กับการสร้างผลงาน Full Digital เรื่องแรกจากงานต้นฉบับที่เป็นมังงะ 4 ช่องชื่อว่า “ยามาดะ ครอบครัวนี้ไม่ธรรมดา (Hoho Kekyo My Neighbor Yamada-kun)” ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้รับความนิยมมากนักเท่าไร แต่เนื้อหาของผลงานยังคงได้รับการยกย่องอย่างสูงเช่นเดิม

เมื่อชื่อ Studio Ghibli โด่งดังถึงฮอลลีวูด

Spirited Away

ภาพจากผลงานเรื่อง มิติวิญญาณมหัศจรรย์ (Spirited Away)

การเติบโตในด้านชื่อเสียงของ Studio Ghibli ที่สะสมเรื่อยมานั้น เริ่มดังออกไปนอกญี่ปุ่นจนเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน โดยช่วงนั้นสามารถเข้าฉายในโรงภาพยนต์แถบเอเชียได้แล้ว แต่จุดเปลี่ยนของชื่อเสียงภายใต้ชื่อ Studio Ghibli นั้นสามารถโลดเล่นไปได้ไกลถึงอเมริกาโดยมีผลงานเรื่อง “โทโทโร่เพื่อนรัก” เป็นผู้เปิดทาง  

ภาพยนต์แอนิเมชั่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Studio Ghibli อย่างมากจนกลายเป็นตำนานก็คือ “มิติวิญญาณมหัศจรรย์ (Spirited Away)” ที่นอกจากจะทุบทุกสถิติของเรื่อง “เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร” ได้แล้ว ยังคว้ารางวัลจากงานประกาศรางวัล เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ( Berlin International Film Festival) ครั้งที่ 52 มาได้ ซึ่งตอนนั้นนับว่าเป็นครั้งแรกของวงการอนิเมชั่นญี่ปุ่นเลยทีเดียว นอกจากนี้ในปีถัดมาก็สามารถคว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนต์อนิเมชั่นยอดเยี่ยมมาได้สำเร็จอีกด้วย ซึ่งออสการ์เป็นรางวัลที่การันตีได้ว่าผลงานของ Studio Ghibli มีคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ครั้งนั้นได้เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทุกคนต่างพากันกล่าวถึงความสำเร็จของ Studio Ghibli อย่างต่อเนื่อง และยังกลายเป็นที่จับตามองจากสื่อทุกแขนงที่แห่กันขอเข้าสัมภาษณ์กันไม่เว้นแต่ละวันเลย  

ช่วงนั้นสถานการณ์เศรษฐกิจของญี่ปุ่นค่อนข้างน่าเป็นห่วง ทำให้ Ghibli เปรียบเสมือนความหวังของประเทศที่สร้างอิทธิพลในระดับโลก จนถูกยกย่องให้เป็น “Role model แห่งมาตรฐาน Business Content ของญี่ปุ่น” เลยด้วยซ้ำ ช่วงนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดพีคในยุคทองของ Ghibli เลยทีเดียว และช่วงนั้นยังสร้างโอกาสให้ Ghibli ได้ขยายเครือข่ายด้านการลงทุนกับบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Nippon Television, Disney, Mitsubishi Corporation, Dentsu และ Hakuhodo และยังมีกลุ่ม Sponser เช่น Lawson, Yomiuri Shimbun และ Daiichi Kosho ที่ยังส่งผลดีต่อการทำ Box Office ในเวลาต่อมาได้อย่างมหาศาล

อีกหนึ่งผลงานของฮายาโอะ มิยาซากิที่ไม่ใช่ภาพยนตร์

Studio Ghibli

ในขณะที่ทำการสร้าง “Spirited Away” คุณมิยาซากิก็ได้ดำเนินการสร้างอีกหนึ่งผลงานออกมา นั่นคือพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่เป็นผลงานจาก Studio Ghibli หรือ “Ghibli Museum” ขึ้นมานั่นเอง ซึ่งขณะนั้นเกิดเรื่องเศร้าเมื่อประธานโทคุมะถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งก่อนที่จะได้เห็นพิพิธภัณฑ์เสร็จสมบูรณ์ด้วยซ้ำ

7 ปีหลังจากเปิดตัว “Ghibli Museum” ในปี ค.ศ.2001 จากเป้าหมายเพื่อการนำเสนอผลงานของ Studio Ghibli โดยไม่แสวงหากำไรใดๆ กลับมียอดผู้เข้าชมปีละ 700,000 คน นอกจากจะได้ชมภาพ,  วิดีโอและฉากต่าง ๆ ของผลงานชื่อดังจาก Studio Ghibli ที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ตัวอาคารและส่วนต่าง ๆ ที่ออกแบบโดยคุณมิยาซากินั้น ยิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ความเป็น Ghibli ได้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว นอกจากนี้แต่ละปียังมีการจัดนิทรรศการพิเศษโดยแนะนำผลงานต่าง ๆ ในแวดวงแอนิเมชั่นด้วย เช่น การจัดแสดงผลงานจาก Pixar, Norstein, Aardman เป็นต้น เพื่อเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านผลงานคุณภาพระดับสูงจากทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันยังคงเปิดให้เหล่าแฟน ๆ ได้เข้าชมอย่างต่อเนื่องผ่านระบบจองตั๋วล่วงหน้าเท่านั้น

ออสการ์เป็นรางวัลที่การันตีได้ว่าผลงานของ Studio Ghibli มีคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ครั้งนั้นได้เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทุกคนต่างพากันกล่าวถึงความสำเร็จของ Studio Ghibli อย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่า Ghibli จะสามารถเติบโตได้ยิ่งกว่านี้อีก ใน ตอนหน้า เราจะมาปิดความเป็นมาของประวัติศาสตร์ Studio Ghibli ด้วยการเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของ Ghibli หลังประสบความสำเร็จมาแล้วขึ้นหนึ่งค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก : ghibli.jp

tisttai

จากอดีตที่เคยเมินทุกสิ่งเกี่ยวกับญี่ปุ่น สู่ล่ามผู้มีฝันอยากเที่ยวไปทุกจังหวัดและชิมอาหารให้ครบทุกภูมิภาค ขอมาร่ายเสน่ห์แดนปลาดิบในหลากมุมมองให้ผู้อ่านได้หลงใหลไปพร้อมๆ กันค่ะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า