Studio Ghibli

Studio Ghibli เป็นบริษัทผลิตภาพยนตร์อนิเมชั่นคุณภาพเยี่ยมของญี่ปุ่นที่ครองใจผู้คนมาหลายทศวรรษผ่านผลงานมากมายกว่า 50 เรื่อง การันตีด้วยรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยมในปี ค.ศ.2003 นอกจากผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ยังมีเบื้องหลังการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่แตกต่างและรอบคอบจนสังคมญี่ปุ่นให้การชื่นชมและยกเป็นแบบอย่าง ด้วยเหตุนี้เราจึงอยากนำเสนอไทม์ไลน์ความสำเร็จของ Studio Ghibli ให้ได้ทราบกันว่า กว่าจะกลายมาเป็น Ghibli ที่คนทั่วโลกรู้จักอย่างตอนนี้มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง

จุดเริ่มต้นของ Ghibli

Studio Ghibli

ยุคที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์อนิเมชั่นเฟื่องฟูอย่างปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่ามีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่สามารถตีตลาดโลกจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นแน่นอนว่ามี “Studio Ghibli” ตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่นอยู่ด้วย โดยบริษัทแห่งนี้เป็นสตูดิโอที่เน้นการผลิตภาพยนตร์อนิเมชั่นคุณภาพเยี่ยมและสามารถครองใจผู้คนได้มากมายหลายทศวรรษ

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1984 กับความสำเร็จในอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ชื่อ “มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม (Nausicaa of the Valley of the Wind) ” ซึ่งสร้างขึ้นจากมังงะชื่อดังฝีมือคุณมิยาซากิ ฮายาโอะที่ถูกตีพิมพ์โดย Tokuma Shoten หลังจากนั้นก็เดินหน้าผลิตภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องที่สองอย่าง “ลาพิวต้า พลิกตำนานเหนือเวหา (Castle in the Sky) ” ในปีถัดมา ซึ่งกระแสตอบรับจากผู้ชมดีอย่างไม่คาดคิดเช่นเดียวกับเรื่องแรก และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นให้ตัดสินใจก่อตั้ง Studio Ghibli ขึ้น

Studio Ghibli

ภาพจากผลงานเรื่อง Castle in the Sky

ขณะนั้นคุณมิยาซากิ ฮายาโอะที่เป็นแกนขับเคลื่อนหลักของ Studio Ghibli มีเพียงความตั้งใจที่อยากจะ “นำพาโลกอนิเมชั่นของญี่ปุ่นให้กลายเป็นที่รู้จัก” เท่านั้น ซึ่งเป็นความตั้งใจที่สอดคล้องกับชื่อ “Ghibli” ที่เขาตั้งให้เสียด้วย ซึ่งคุณมิยาซากิเลือกชื่อนี้มาจากชื่อของเครื่องบินรบสัญชาติอิตาลีสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุเพราะมีความชื่นชอบเครื่องบินเป็นการส่วนตัว โดยชื่อของ Ghibli นั้นมีความหมายว่า “ลมร้อนที่พัดผ่านในทะเลซาฮาร่า” ค่ะ

อนิเมชั่นทั่วไปในยุคนั้นจะเน้นการสร้างแบบทีวีซีรีส์จากมังงะที่ได้รับความนิยมมาอยู่ก่อนแล้วขึ้นมาเป็นหลัก เพราะการสร้างผลงานภาพยนตร์ที่ไม่สามารถรับประกันถึงกระแสตอบรับได้นั้นเป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างมากทีเดียว แต่ภาพยนตร์อนิเมชั่นของ Ghibli นั้นมีแนวทางที่แตกต่างออกไป โดยจะมุ่งเน้นการสร้างผลงานต้นฉบับสำหรับทำเป็นภาพยนตร์โดยเฉพาะ ซึ่งก็เป็นจุดยืนที่แข็งแรงเช่นนี้มาตั้งแต่ต้น ทำให้ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Studio Ghibli ไปโดยปริยาย

ผู้ก่อตั้งที่เป็นแรงขับเคลื่อนของ Ghibli มาจนถึงปัจจุบันนอกจากคุณมิยาซากิ ฮายาโอะแล้ว ยังมีคุณทาคาฮาตะ อิซาโอะด้วย ซึ่งหากให้เล่าถึงการพบกันครั้งแรกของเขาสองคนนั้น คงต้องย้อนความไปกว่าครึ่งทศวรรษเลยทีเดียว โดยช่วงนั้นทั้งสองท่านทำงานอยู่บริษัทผลิตภาพยนตร์อนิเมชั่นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันคือ “Toei Animation” ที่ขณะนั้นผลิตเฉพาะภาพยนตร์เรื่องยาวเท่านั้น แต่เมื่อยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนไปจึงเริ่มผันตัวสู่วงการโทรทัศน์ โดยมีอนิเมชั่นเรื่อง “ไฮดี้ สาวน้อยแห่งเทือกเขาแอลป์ (Heidi, Girl of the Alps) ” ออกอากาศในปี ค.ศ.1974 ที่คุณทาคาฮาตะเป็นผู้กำกับ ส่วนคุณมิยาซากิเป็นผู้แต่ง และเรื่องนี้เป็นหนึ่งในอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จจนเป็นที่กล่าวขานอย่างมากเรื่องหนึ่งเลยด้วยล่ะค่ะ

แต่ในการทำผลงานชิ้นนั้นก็ทำทำให้ทั้งสองท่านรู้ตัวว่าการทำอนิเมชั่นลงจอโทรทัศน์นั้นไม่สามารถสร้างให้ผู้ชมเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครที่สุข, เศร้าหรือยินดีอย่างสมจริงได้ รวมถึงมีข้อจำกัดทั้งเรื่องการจัดตารางเวลาออกอากาศและงบประมาณที่ทำให้เนื้อหาบางส่วนไม่ครบถ้วนสมบูรณ์อย่างที่ต้องการได้ สุดท้ายแล้วทั้งสองจึงช่วยกันก่อตั้งสตูดิโออนิเมชั่นของตัวเองขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลงานคุณภาพสูง, เน้นการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตและความรู้สึกต่างๆที่ชัดเจนและสมจริงผ่านตัวละคร จึงทำให้เกิดอนิเมชั่นเรื่อง “มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม (Nausicaa of the Valley of the Wind) ” ขึ้นมา

Studio Ghibli

ภาพจากผลงานเรื่อง มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม (Nausicaa of the Valley of the Wind)

เป็นเวลากว่า 20 ปีที่ Studio Ghibli ได้สรรค์สร้างอนิเมชั่นมากมายสู่สายตาชาวโลก ผ่านมุมมองและทัศคติจากผู้อำนวยการสร้างและกำกับทั้ง 2 ท่าน ที่ทั้งทุ่มเทกับทุกรายละเอียดของผลงานแต่ละเรื่องด้วยตนเอง ตั้งแต่การตั้งงบประมาณในการสร้างไปจนถึงกำหนดแผนดำเนินการต่าง ๆ เองอย่างรอบคอบเพื่อผลงานที่ออกมาอย่างมีคุณภาพ รวมถึงการบริหารกิจการด้านต่าง ๆ ของ Studio Ghibli ควบคู่ไปด้วยก็ดูจะยากลำบากพอสมควร แต่กระนั้นเองพวกเขากลับแสดงศักยภาพให้เราได้เห็นถึงความตั้งใจและความสามารถผ่านอนิเมชั่นมากมายในชื่อ Studio Ghibli ที่ประสบความสำเร็จและครองใจแฟน ๆ ไปทั่วโลก

หากพูดตามตรงคือไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า Ghibli จะอยู่มาได้นานขนาดนี้ด้วยซ้ำ เหล่าแฟน ๆ ของ Ghibli ก็คงทราบดีเพราะคุณมิยาซากิเองก็เคยออกมาประกาศวางมือจากการทำอนิเมชั่นด้วย เดิมทีทั้งสองท่านเพียงแค่ต้องการจะทำหนังที่ตนเองชอบหากเรื่องไหนไม่ประสบความสำเร็จก็คงต้องยอมรับและปล่อยให้จบไปก็เท่านั้นเอง ซึ่งคุณทาคาฮาตะเองก็เล็งเห็นถึงความเสี่ยงที่ไม่มีความแน่นอนนี้อยู่แล้ว จึงเสนอรูปแบบการทำงานเป็นรายโปรเจคโดยจ้างจำนวนคนเพียง 70 คนต่อการสร้างภาพยนตร์ 1 เรื่องแทนที่จะจ้างพนักงานถาวร ซึ่งก็เป็นแนวทางการทำงานของ Studio Ghibli ในขณะนั้น

เมื่อ Ghibli เป็นที่จับตามองของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น

Studio Ghibli

ภาพจากผลงานเรื่อง โทโทโร่เพื่อนรัก (My Neighbor Totoro)

หลังจากนั้นไม่นาน Ghibli ต้องเผชิญความท้าทายขึ้นอีกขั้นเมื่อ “โทโทโร่เพื่อนรัก (My Neighbor Totoro)” ที่เป็นผลงานสร้างของคุณมิยาซากิ และยังมี “สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Firefly)” ของคุณทาคาฮาตะ โดยทั้งสองเรื่องนี้ถูกสร้างในช่วงเวลาเดียวกันและเปิดตัวเป็นพร้อมกันเป็นแพ็คคู่ในเดือนเมษายน ค.ศ.1988 แน่นอนว่าครั้งนั้นถือว่าเป็นปรากฎการณ์ที่หายากมาก ๆ ในการเผยแพร่ผลงานของทั้งสองท่านออกมาพร้อมกัน การโฟกัสให้กับคุณภาพงานของทั้งสองเรื่องอย่างเต็มที่ไปพร้อม ๆ กันโดยมิให้ขาดตกบกพร่องนั้นก็เรียกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยปณิธานแรงกล้าที่ว่าหากไม่ทำตอนนี้ก็อาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้วจึงลงแรงทุ่มกันอย่างสุดกำลัง และผลลัพธ์คือทั้งสองเรื่องถูกสร้างออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งก้าวแห่งความสำเร็จที่สร้างชื่อให้กับ Ghibli จนกลายเป็นที่จดจำอีกด้วย

เบื้องหลังความสำเร็จของ Ghibli  

Studio Ghibli

นอกจากผู้สร้างทั้งสองท่านแล้วยังมีอีกหนึ่งเบื้องหลังความสำเร็จที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Studio Ghibli ขึ้นมาอีกหนึ่งท่าน คือคุณโทคุมะ ยาซูโยชิ อดีตประธานของบริษัท Ghibli ที่เดิมทีเคยเป็นประธานของสำนักพิมพ์ Tokuma Shoten และยังเป็นผู้สร้างธุรกิจอื่นในเครือ Tokuma Group มาก่อนด้วย แม้จะไม่ค่อยได้เผยตัวสู่สาธารณะชนมากนักแต่เขาผู้นี้มีส่วนสำคัญอย่างมากในการตัดสินใจสร้างภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องตั้งแต่ มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม และนอกจากนี้ในช่วงที่กำลังสร้างทั้งโทโทโร่เพื่อนรักและสุสานหิ่งห้อยนั้นแน่นอนว่ามีความลำบากในหลาย ๆ ส่วนเป็นอย่างมาก แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากประธานโทคุมะที่เป็นกำลังสำคัญหลักในขณะนั้น เพราะเขาช่วยเดินสายหาคอนเนคชั่นเพื่อโปรโมตภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องด้วยตัวเอง จึงกล่าวได้ว่าหากไม่มีประธานโทคุมะก็อาจไม่มี Ghibli อย่างทุกวันนี้เลยก็ว่าได้

แม้ว่าโทโทโร่เพื่อนรักและสุสานหิ่งห้อยจะไม่ได้เปิดตัวเข้าฉายในฤดูร้อนซึ่งนับเป็นช่วงที่ดึงดูดคนดูมากที่สุดแห่งปี และก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จใน Box Office ดังที่หวังเอาไว้ แต่กลับได้รับคำชื่นชมจากหลาย ๆ ด้านในเรื่องของเนื้อหา ซึ่ง โทโทโร่เพื่อนรัก นั้นสามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมโดยเอาชนะภาพยนตร์ญี่ปุ่นทั้งหมดในปีนั้นมาได้ ส่วนเรื่อง สุสานหิ่งห้อย เองก็ได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะภาพยนตร์วรรณกรรมอีกด้วย

อีกสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อ โทโทโร่ (Totoro) ได้รับความนิยมแบบสุด ๆ ชนิดที่สามารถครองใจผู้ชมได้อย่างท่วมท้น จนทำให้หลังจากภาพยนตร์ถูกฉายออกไปเพียง 2 ปีก็มีบริษัทผู้ผลิตตุ๊กตายัดนุ่นแห่งหนึ่งติดต่อเข้ามา เพราะหลงรักในความน่ารักจนทนไม่ไหวจึงขอลิขสิทธิ์ไปผลิตตุ๊กตาออกจำหน่ายและยังบอกอีกด้วยว่า “ตัวละครนี้ควรจะต้องทำออกมาเป็นตุ๊กตา” แน่นอนว่าทาง Ghibli ที่เน้นแต่ผลลัพธ์ด้านกระแสตอบรับของภาพยนตร์ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการทำสินค้าจำหน่ายเอาไว้แต่แรก แต่สุดท้ายแล้วเจ้าโทโทโร่เพื่อนรักก็เป็นหนึ่งในสินค้าขายดีสุดฮิตที่ถูกผลิตออกจำหน่ายหลายรูปแบบ และกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ Studio Ghibli ในเวลาต่อมา แต่ถึงอย่างนั้น Ghibli ก็ยังคงนโยบายเดิมคือ “ภาพยนตร์ต้องมาก่อน ส่วนสินค้าเอาไว้ทีหลัง” ตามความตั้งใจแรกอย่างแน่วแน่

ก้าวที่สองของ Ghibli

Studio Ghibli

ภาพจากผลงานเรื่อง แม่มดน้อยกิกิ (Kiki’s Delivery Service)

Studio Ghibli ที่มีเป้าหมายในการทำรายได้จาก Box Office นั้นก็ประสบความสำเร็จได้ในที่สุดกับภาพยนตร์อนิเมชั่นในปีค.ศ.1989 เรื่อง “แม่มดน้อยกิกิ (Kiki’s Delivery Service)” โดยมีคุณมิยาซากิกำกับ ผลคือมีผู้เข้าชมในโรงภาพยนตร์มากถึง 2.64 ล้านคนจนทำให้กลายเป็นภาพยนตร์ยอตฮิตอันดับ 1 ของปีนั้น แต่กลับเป็นจุดที่พาให้เกิดคำถามว่า Ghibli ในฐานะบริษัทหลังจากนี้จะดำเนินการต่อไปแบบใดกัน และประเด็นถกเถียงภายในที่รุนแรงเกี่ยวข้องกับเรื่องของอัตราค่าจ้างของพนักงาน รวมถึงระบบการจ้างงานก็เกิดขึ้น

ในโลกการทำอนิเมชั่นของญี่ปุ่นช่วงนั้นปกติแล้วจะคิดค่าจ้างต่อ “การวาดเส้น 1 แผ่น, ลงสี 1 แผ่น” กล่าวคือจ่ายตาม “จำนวนผลงาน” ซึ่ง Ghibli ในขณะนั้นก็ใช้ระบบนี้ในการจ่ายค่าจ้างแก่พนักงาน ซึ่งก็ทำให้ทราบได้ว่ารายได้ของพนักงานในช่วงที่ทำแม่มดน้อยกิกิซึ่งประสบความสำเร็จขณะนั้นกลับน้อยกว่าค่าจ้างของพนักงานทั่วไปครึ่งหนึ่ง จากประเด็นดังกล่าวทำให้คุณมิยาซากิเสนอแนวทางไว้ 2 ข้อ คือ

  1. เปลี่ยนการจ้างงานเป็นแบบพนักงานประจำ และกำหนดระบบฐานเงินเดือนขึ้น เพื่อขึ้นค่าจ้างเป็นสองเท่า
  2. รับพนักงานใหม่ตามระยะเวลาที่กำหนด และมีระบบการสอนงาน

ขณะนั้นสถานการณ์ของวงการอนิเมชั่นญี่ปุ่นกำลังย่ำแย่ การที่ Ghibli จะรุดหน้าสร้างผลงานคุณภาพต่อจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการภายในกันใหม่ โดยปรับการจ้างงานแบบชั่วคราวเป็นพนักงานถาวร, มีระบบฝึกงานและเปิดรับพนักงานใหม่เป็นประจำทุก ๆ ปี ซึ่งครั้งนั้นก็ถือได้ว่าเป็นช่วงแห่งการเติบโตไปสู่ก้าวที่สองของ Studio Ghibli นั่นเองค่ะ   

Studio Ghibli

ภาพจากผลงานเรื่องในความทรงจําที่ไม่มีวันจา (Omohide Poro Poro)

ผลงานระดับตำนานเรื่องต่อมาคือ “ในความทรงจําที่ไม่มีวันจาง (Omohide Poro Poro)” ของคุณทาคาฮาตะ ที่เปิดตัวในปี ค.ศ.1991 แม้ว่ารายได้ Box Office จะไม่น่ายินดีนักแต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมากเลยทีเดียว และยังเป็นเรื่องที่สองต่อจากแม่มดน้อยกิกิที่สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้นมาได้อีกด้วย ในช่วงที่มีการสร้างอนิเมชั่นเรื่องนี้มีสิ่งที่น่ายินดียิ่งอีกหนึ่งเรื่องคือการที่เป้าหมายหลักทั้ง 2 ของคุณมิยาซากิสามารถบรรลุได้สำเร็จ ทั้งเรื่องการปรับค่าจ้างเป็นสองเท่าและการรับสมัครพนักงานใหม่ที่ราบรื่นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมองเห็นปัญหาอื่นที่ปรากฎชัดเจนตามมา นั่นคือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเขาเองก็คาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้ว เพราะที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนสร้างกว่า 80% คือค่าจ้างพนักงาน ทำให้ก้าวที่สองของ Ghibli เริ่มต้นด้วยอุปสรรคที่ชื่อว่า “ทุนสร้าง” ที่สูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้องวางแผนอย่างรอบคอบกันอีกรอบ และสิ่งที่ Ghibli ตัดสินใจทำเป็นครั้งแรกตอนดำเนินการสร้างอนิเมชั่นเรื่องในความทรงจําที่ไม่มีวันจาก็คือ “การทำโฆษณา” นั่นเองค่ะ

ยินดีต้อนรับสู่โฉมใหม่ของ Studio Ghibli

Studio Ghibli

ภาพจากผลงานเรื่องพอร์โค รอสโซ สลัดอากาศประจัญบาน (Porco Rosso)

ต่อมาแม้ว่าสตูดิโอเริ่มตกอยู่ในช่วงที่ยากลำบาก แต่คุณมิยาซากิกลับเสนอที่จะสร้างสตูดิโอใหม่ขึ้น ซึ่งเขามองว่าการจะพัฒนางานของ Ghibli ให้ดีขึ้นด้วยการจ้างบุคคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานนั้น สตูดิโอแบบชั่วคราวขนาด 300 ตร.ม. ที่เริ่มจะคับแคบเกินไปสำหรับพนักงาน 90 คนก็อาจไม่น่าเชื่อถือมากพอ แต่การตัดสินใจนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งกันภายในอีกครั้งจนทำให้คุณฮาระผู้เป็นกรรมการผู้จัดการของ Ghibli ในขณะนั้นไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและแยกตัวออกไปในที่สุด

ในปีนั้นเป็นปีที่คุณมิยาซากิได้สร้างศักยภาพความเป็นอัจฉริยะขั้นสุด ทั้งสร้างอนิเมชั่นเรื่อง “พอร์โค รอสโซ สลัดอากาศประจัญบาน (Porco Rosso)”  ไปพร้อม ๆ กับการสร้างสตูดิโอใหม่ ซึ่งคุณมิยาซากิลงมือลงแรงเองทุกขั้นตอนตั้งแต่วาดพิมพ์เขียว, หารือกับบริษัทก่อสร้าง, วาดรูปแบบฉบับสมบูรณ์และยังเลือกวัสดุต่าง ๆ ด้วยตนเอง ท้ายที่สุดเมื่อสตูดิโอใหม่และพอร์โค รอสโซ สลัดอากาศประจัญบานถูกสร้างสำเร็จออกมาได้แทบจะพร้อม ๆ กันโดยใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวพอร์โค รอสโซ สลัดอากาศประจัญบานแล้วทุกคนก็ได้ย้ายเข้าสู่สตูดิโอแห่งใหม่ที่พร้อมสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานได้มากยิ่งขึ้น

การบริหารกิจการด้านต่าง ๆ ของ Studio Ghibli ควบคู่กับการสร้างภาพยนตร์คุณภาพสูงไปพร้อม ๆ กันนั้น แม้ว่าจะยากลำบากพอสมควร แต่พวกเขากลับแสดงศักยภาพให้เราได้เห็นถึงความตั้งใจและความสามารถผ่านอนิเมชั่นมากมายในชื่อ Studio Ghibli ที่ประสบความสำเร็จและครองใจแฟน ๆ ไปทั่วโลก และโฉมใหม่ของ Studio Ghibli ก็จะยิ่งช่วยสนับสนุนศักยภาพการสร้างงานคุณภาพได้ยิ่งขึ้นไปอีก ใน ตอนหน้า เราจะมาแนะนำความสำเร็จและอุปสรรคลูกใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิมอีกค่ะ

สรุปข้อมูลจาก : ghibli.jp

tisttai

จากอดีตที่เคยเมินทุกสิ่งเกี่ยวกับญี่ปุ่น สู่ล่ามผู้มีฝันอยากเที่ยวไปทุกจังหวัดและชิมอาหารให้ครบทุกภูมิภาค ขอมาร่ายเสน่ห์แดนปลาดิบในหลากมุมมองให้ผู้อ่านได้หลงใหลไปพร้อมๆ กันค่ะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า