ทำไม-Dragon-Ball-จึงเป็นตำนาน-Feature

ความสูญเสียใหญ่หลวงของวงการ Popular Culture ทั่วโลกเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือการจากไปของอาจารย์โทริยะมะ อะกิระ (เรียงลำดับนามสกุลขึ้นก่อนแบบญี่ปุ่น) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค. ศ. 2024 ด้วยภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชนิดเฉียบพลัน ทำให้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับ Dragon Ball มากกว่าเดิม จากที่เดิมก็โด่งดังมากอยู่แล้ว

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นผู้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับเรื่อง Dragon Ball ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเขียนคอลัมน์มากมายเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องนี้ จึงอยากจะกล่าวถึง “เคล็ดลับ” ว่าทำไมเรื่องนี้จึงโด่งดังมา 4 ทศวรรษแบบนี้ (เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค. ศ. 1984 มาจนถึงปัจจุบันก็ครบ 40 ปีพอดีเป๊ะ)

ความยำใหญ่ Pop Culture ที่ฮิต ๆ ในช่วงเวลาใกล้ ๆ กันเอาไว้ในเรื่องเป็นจำนวนมาก

ทำไม-Dragon-Ball-จึงเป็นตำนาน_-Pop-Culture

อย่าลืมว่าปี 1984 นั้นโลกเรายังไม่มีอินเทอร์เน็ต การเป็นนักวาดการ์ตูนรายสัปดาห์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังไม่มีการทำ Online Marketing ยังไม่มีการสำรวจประชามติจากผู้อ่านแบบ Real Time และนักเขียนการ์ตูนส่วนใหญ่ยังไม่ได้คิดถึงการบุกตลาดต่างประเทศกันเลย อาจารย์โทริยะมะซึ่งเริ่มจะโด่งดังขึ้นมาจากเรื่อง “Dr. Slump และหนูน้อยอาราเล่” ก็ต้องทำทุกอย่างให้ผู้อ่าน “เสพติด” อยากอ่านทุกสัปดาห์ไปเรื่อย ๆ

ยุทธวิธีที่อาจารย์โทริยะมะใช้จึงเริ่มด้วย การใช้พล็อตเรื่อง “ไซอิ๋ว” ซึ่งเป็นทั้งวรรณกรรมและภาพยนตร์ชุดที่โด่งดังในหลายประเทศทั่วเอเชียในยุคใกล้ ๆ กันนั้น ทั้งในญี่ปุ่น (ญี่ปุ่นสร้างเวอร์ชั่นของญี่ปุ่นเอง) และในไทยก็มีหลายเวอร์ชั่นที่เคยโด่งดังมากเช่นกัน ทำให้ผู้อ่านและผู้ชมไม่ได้รู้สึกแปลกแยกกับพล็อตแนวนี้ เพราะเป็นพล็อตที่คุ้นเคยอยู่แล้วเพียงแต่มาแต่งเรื่องใหม่เป็น Parody ของไซอิ๋ว จากนั้นเมื่อหมดมุกไซอิ๋วก็โยงไปสู่พล็อตมนุษย์หมาป่าที่เห็นพระจันทร์เต็มดวงแล้วกลายร่าง และโยงไปสู่พล็อตจอมยุทธประลองฝีมือในเวทีหนึ่งในใต้หล้า ที่มีลักษณะคล้ายภาพยนตร์กำลังภายในฮ่องกงในยุคนั้น และมีฉากฝึกวิชาโหด ๆ เหมือนแนวภาพยนตร์เส้าหลินดัง ๆ หลายเรื่องในยุคนั้น

การหักมุมและปรับเนื้อเรื่องให้เป็นกระแสอยู่ตลอดเวลา

ทำไม-Dragon-Ball-จึงเป็นตำนาน_-การปรับเนื้อเรื่องตามกระแส

อาจารย์โทริยะมะไม่ได้คิดมุกรอบเดียวแล้วจบ แต่เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการแถ และแถ รายสัปดาห์ ทำทุกวิธีเพื่อให้ผู้อ่านและผู้ชมเสพติดเนื้อเรื่องจนลงแดง จึงต้องคอยสำรวจว่าในตลาด Pop Culture ของญี่ปุ่นนั้นมีอะไรฮิต ๆ กำลังเป็นกระแสอยู่บ้าง จึงเติมพล็อตจากภาพยนตร์เรื่อง James Bond ผสมกับเรื่อง The Goonies และผสมกับเรื่อง 20,000 Leagues Under the Sea และอีกหลายเรื่องมายำใหญ่ในช่วงศึกถล่มกองทัพโบว์แดง

แล้วหักมุมไปเป็นพล็อตประลองยุทธแนวกำลังภายในซ้ำอีกครั้ง (ซึ่งพล็อตประลองยุทธนี้จะอยู่ไปตลอดทั้งเรื่องเมื่ออาจารย์คิดอะไรไม่ออก ก็จะจัดประลองยุทธเพื่อดึงเรตติ้งกลับมา) แล้วกลับมาเจอพล็อตปีศาจอย่างจอมปีศาจพิกโกโล่ จากนั้นมาเข้าสู่ช่วงภาค Dragon Ball Z ก็มาใช้พล็อตเรื่อง Superman 2 (1980) ที่เป็นพล็อตเฉลยว่าพระเอกที่จริงเป็นมนุษย์ต่างดาวหนีมาโลกตอนที่ดาวตัวเองระเบิด และต้องไปสู้กับเผ่าพันธุ์เดียวกับตัวเองอีก 3 คน

เมื่อไปจนสุดทางแห่งมิติที่ 3 แล้วตอนจบศึกดาวนาเม็ก แต่โดนความโด่งดังของ Dragon Ball เอง รวมทั้งโดนสำนักพิมพ์กดดันให้ต้อง “แถ” เนื้อเรื่องต่อไปอีก จึงต้องก้าวสู่มิติที่ 4 คือมิติแห่งเรื่องย้อนเวลา จึงไปเอาแนวทางของเรื่อง Terminator 2 (1991) มาใช้ ทรังคซ์จึงมีการออกแบบคล้ายกับพระเอกใน Terminator 2 คือ Edward Furlong แม้แต่ทรงผมก็เหมือนกันเลยด้วยซ้ำ

เมื่อเข้าสู่ภาคบู น่าจะใกล้หมดมุกเต็มที จึงกลับมาเล่นพล็อตด้านเวทย์มนต์และไสยศาสตร์แทน และจบเรื่องลงไปในปี 1995 แต่อาจารย์โทริยะมะเฉลียวฉลาดมากที่หาทางกลับมาในภาค Dragon Ball Super (เริ่มในปี 2015 และอนิเมะสิ้นสุดลงในปี 2018 ในขณะที่มังงะยังไม่จบ) ได้ และแน่นอนพล็อตในภาคนี้จึงทะลุมิติที่ 4 ไปอีก คือการไปเล่นกับมิติที่ 5 คือมิติแห่งความเป็นได้ต่าง ๆ ในโลกคู่ขนาน นั่นเอง

ความเป็น Multi-culture ในเรื่อง Dragon Ball

ทำไม-Dragon-Ball-จึงเป็นตำนาน_-ความ-Multi-culture

กระแสเรื่องนี้โด่งดังในตะวันตกช้ากว่าในเอเชียไปถึง 2 ทศวรรษโดยประมาณ หลังช่วงปี 2000 เริ่มมีอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโอตะกุออนไลน์มากขึ้น รวมทั้ง Dragon Ball ได้ออกอากาศทางช่อง Cartoon Network ประกอบกับธุรกิจสิ่งพิมพ์มังงะญี่ปุ่นเริ่มหันหน้าไปบุกตลาดตะวันตกมากขึ้น

การที่เนื้อเรื่อง Dragon Ball มีความแฟนตาซีสูงอยู่แล้ว และไม่ยึดติดกับวัฒนธรรมหรือศาสนาใดเป็นพิเศษ อีกทั้งยำใหญ่ Pop Culture ฮิต ๆ จำนวนมาก และมีไม่น้อยที่มาจาก Hollywood ดังนั้นจึงทำให้มีเนื้อเรื่องที่เป็นสากล มีความเป็น Multi-culture มีหลาย ๆ อย่างของหลาย ๆ ชาติยำรวมกันหมด จนไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติไหนหรือวัฒนธรรมไหน คุณก็สามารถมีอะไรบางอย่างที่อินกับเนื้อเรื่อง และมีประสบการณ์ร่วมได้ เมื่อผู้บริโภคชาวตะวันตกรับสารและย่อยได้ง่าย จึงกลายเป็นว่าพอ Dragon Ball (และ Sailor Moon อีกเรื่อง) มีโอกาสได้เข้าตลาดตะวันตก ก็กลายเป็นหัวหอกของวงการมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นที่บุกตะลุยถล่มตลาดตะวันตกไปเลย จนกระทั่งปัจจุบันนี้

สภาวะที่แพ้แล้วแพ้อีก แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้

ทำไม-Dragon-Ball-จึงเป็นตำนาน_-แรงบันดาลใจจากตัวละคร

ชีวิตอาจารย์โทริยะมะเองล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งพื้นฐานครอบครัวที่ยากจน การศึกษาก็ไม่สูง การทำงานในระบบบริษัทก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผลงานการ์ตูนก็โดนด่าโดนตำหนิครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นแรงจูงใจให้อาจารย์พัฒนาเรื่องนี้ให้มีอุปสรรคมากมาย แต่ตัวละครก็ต้องสู้ตาย (และตายจริง ๆ) หมั่นฝึกฝนให้เก่งขึ้น พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนไปจนตลอดชีวิต เป็นการสร้างกำลังใจให้ผู้อ่านและผู้ชมจำนวนมหาศาลทั่วโลก (รวมทั้งนักกีฬาจำนวนมากที่ต้องการพลังบ้าเลือดในการฝึกซ้อมอันโหดหินของวิชาชีพตัวเองอีกด้วย ก็เป็นแฟนของ Dragon Ball กันเป็นจำนวนมาก)

สรุป

ทำไม-Dragon-Ball-จึงเป็นตำนาน_-สรุป

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงการตีความของผู้เขียนคอลัมน์ในฐานะเป็นผู้ทำวิจัยเรื่องนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้อ่านและผู้ชมคนอื่น ๆ จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ การที่การ์ตูนสักเรื่องจะประสบความสำเร็จระดับโลกในยุคที่ไร้อินเทอร์เน็ตใด ๆ และโด่งดังมาตลอด 40 ปีจนกลายเป็นอิทธิพลสำคัญให้วงการ Pop Culture ของโลกทั้งใบนั้น แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมต้องมีคุณค่านานัปการในตัวเอง รอการค้บพบและตีความหาความหมายใหม่ ๆ จากผู้อ่านและผู้ชมหน้าใหม่ ๆ อยู่ตลอดอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ ขอลงผลงานเขียนทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่อง Dragon Ball ที่ผู้เขียนทำมาตลอดชีวิตจนกระทั่งปัจจุบันที่เขียนคอลัมน์นี้ โดยมีทั้งงานวิชาการ และงานเขียนบทความออนไลน์ดังนี้

1) วิทยานิพนธ์

Japanese Manga as Intercultural Media of the U.S. and Japan: A Case Study of Akira Toriyama’ s Dragon Ball

2) บทความวิชาการเปรียบเทียบ Doraemon VS Dragon Ball

Examining Dragon Ball and Doraemon: A Winning and Losing Case of Intercultural
Media in the U.S.

3) บทความออนไลน์ใน THE PEOPLE

  1. ซง โกคู (Son Gokū) แห่ง Dragon Ball เจ้าตำรับ “ไซอิ๋วผสมซูเปอร์แมน”
  2. “หยำฉา” แห่ง Dragon Ball โดนกระทืบ โดนแย่งแฟน ตัวละครขี้แพ้ที่คนรัก
  3. จีจี้และบุลม่า ตำนานศรีภรรยาแห่งดรากอนบอล-เมียเผด็จการ VS เมียประชาธิปไตย
  4. พิคโกโล่: จากเด็กกำพร้าสุดชั่ว สู่การเป็นตัวละครมนุษย์พ่อในดรากอนบอล
  5. เบจิต้า: ความรักของนักรบชาวไซย่า นักล่าผู้เหี้ยมโหดที่กลายเป็นพ่อบ้านแสนดี
  6. ผู้เฒ่าเต่า แห่ง Dragon Ball กะเทาะเปลือกความหื่นลามก คือเนื้อแท้อาจารย์ผู้ทุ่มเท
  7. คุริลิน: ความรักของผู้ชายโชคดี กับ จูฮะจิโกซัง (คุณหมายเลข 18) ของผม
  8. ฟรีเซอร์: ทั้งจักรวาลเขาคือตัวร้าย แต่สำหรับพนักงานในองค์กร เขาคือสุดยอดบอส
  9. มิสเตอร์ซาตานและบู: พ่อรวยสอนลูก จอมมารที่มีที่มาจากหนังดิสนีย์ ‘ซินเดอเรลล่า’
  10. ซง โกฮัง: ไม่เดินตามรอยพ่อ ผู้ภูมิใจในเป็นชาวโลกและไม่เคยมีร่างซูเปอร์ไซย่า 3
  11. เซลล์: สิ่งมีชีวิตผิดธรรมชาติในจักรวาล Dragon Ball ผู้ไร้เป้าหมายในชีวิต
  12. ทรังคซ์ – จอห์น คอนเนอร์ แห่ง Dragon Ball ผู้ทำให้เบจิต้ากลายเป็นมนุษย์พ่อ
  13. เท็นชินฮัง-เจาซือ: ความรักดุจพี่น้องของคนตรงใน ‘ดราก้อน บอล’ ที่โชคร้ายได้ครูไม่ดี
  14. มองแนวคิดเต๋า, ชินโต, และคริสต์ใน Dragon Ball ผ่านตัวละคร จอมปีศาจพิคโกโล่ และ พระเจ้า
  15. บุลม่า: แม่ 3 แบบผู้เป็นทุกอย่างให้บุรุษ 3 คนใน Dragon Ball
  16. 9 เรื่องราวชีวิต – ความคิด ของ ‘โทริยะมะ อะกิระ’ ที่สะท้อนผ่าน ‘ Dragon Ball’
  17. คุยกับ วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล คนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่อง Dragon Ball” (บทสัมภาษณ์)

4) บทความออนไลน์ใน marumura

  1. ทางสองแพร่ง (Dilemma) ระหว่าง พันธุกรรม VS ความพยายาม ในมังงะและอนิเมของญี่ปุ่น
  2. การตั้งคำถามกับ “ครอบครัวร่วมสายเลือด” และ “ครอบครัวต่างสายเลือด” ในการ์ตูนญี่ปุ่น

เกี่ยวกับผู้เขียน

วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล เป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วถึง 4 แห่ง โดยเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนระหว่างที่ว่าการจังหวัด Okinawa และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาที่ The University of the Ryukyus รวมทั้งเคยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบสอบผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไปศึกษาที่ 1) Tokyo University of Foreign Studies / 2) International Christian University / และ 3) Keio University มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย เคยเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้บริษัท Nippon Production Service (บริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK) / เป็นผู้สอนภาษาไทยที่สถาบันภาษาไทยหลายแห่งในโตเกียว / เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดให้บริษัท Corporate Directions Inc. ของประเทศญี่ปุ่น / เป็นผู้ก่อตั้งสาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของคณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ / เป็นผู้อำนวยการบริษัท AIRA Capital และเป็นทีมงานก่อตั้งบริษัท AIRA and AIFUL รวมทั้งบัตรกดเงินสด A-Money / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท TOYO Business Service / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท JECC ประเทศญี่ปุ่น / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจของบริษัท Business Consultants South East Asia / มีประสบการณ์สอนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งในประเทศไทย / เป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมให้องค์กรหลายแห่ง

ปัจจุบันมีธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองคือ บริษัท Consulting Agency for Talent จำกัด ทำธุรกิจให้คำปรึกษาด้านพัฒนาองค์กรและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HROD และ HRD) / เป็นนักวิชาการอิสระ / วิทยากรอิสระ / นอกจากเขียนคอลัมน์ที่ Conomi แห่งนี้แล้ว ก็เขียนคอลัมน์ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ / เขียนคอลัมน์ให้ The PEOPLE Online Magazine / เขียนคอลัมน์ให้ Marumura และยังคงใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ต่าง ๆ อยู่เสมอแม้ว่าจะมีปริญญา 7 ใบแล้วก็ตาม

ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่

Facebook : รวมผลงานของวีรยุทธ – Weerayuth’s Ideas 

Weerayuth Podsatiangool

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมองค์กรญี่ปุ่นและวัฒนธรรมมวลชน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า