ย้อนกลับไปในโครงการชมภาพยนตร์อิสระญี่ปุ่นเมื่อปี 2023 เป็นโครงการที่ริเริ่มจากโรงภาพยนตร์แสตนอโลน หรือโรงภาพยนตร์ที่อยู่เดี่ยวๆ เป็นอิสระ บางโรงภาพยนตร์ก็อาจจะฉายหนังเรื่องเดียว หรือบางโรงก็ฉายหนังนอกกระแส เพื่อให้ชาวต่างชาติได้เห็นถึงวัฒนธรรมการสร้างภาพยนตร์ของชาวญี่ปุ่นในวงกว้างมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นความสนใจให้ผู้คนได้สัมผัสประสบการณ์ภาพยนตร์ญี่ปุ่นนอกกระแส จากเหล่านักทำหนังกลุ่มเล็กๆ และภาพยนตร์ต้นทุนต่ำ ซึ่งจะขอพาทุกคนไปทำรู้จักกับภาพยนตร์อิสระที่ได้รับการคัดสรรจากโรงภาพยนตร์สแตนอโลนทั่วญี่ปุ่นในโครงการปีนั้นกัน!
1. In the Distance (2022) เลือกโดย Ciné nouveau จังหวัดโอซาก้า
ผู้กำกับ: คาโตะ ซากิ ประเภทภาพยนตร์: ตลก/ดราม่า ความยาว: 1 ชั่วโมง 18 นาที
ลืมภาพความคมชัดของภาพยนตร์ที่คุณเคยดูในโรงหนังไปได้เลย เพราะเรื่องนี้ใช้วิธีเหมือนการแอบถ่ายการใช้ชีวิตของรูมเมททั้งสองคนที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว ว่าทั้งสองไปเผชิญเรื่องใดกันมาบ้าง โดยมีจุดเชื่อมโยงคือการอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน แต่ถึงแม้จะอยู่บ้านหลังเดียวกันก็ตามชีวิตทุกคนก็มีเส้นทางที่ต่างกัน
2. A little girl’s dream (2014) เลือกโดย Cinema 5 จังหวัดโออิตะ
ผู้กำกับ: โทคิตะ โยชิอะกิ ประเภทภาพยนตร์: สารคดี ความยาว: 1 ชั่วโมง 26 นาที
สารคดีติดตามชีวิตเด็กประถมวัย 9 ขวบกับภารกิจการดูแลน้องวัวอย่างสุดความสามารถจวบจนวันที่ต้องโบกมือลาจากน้องวัวตัวสนิท เหตุการณ์นั้นได้จุดประกายความฝันเธอว่าสักวันเธอจะต้องได้เป็นสัตวแพทย์ ที่ถึงแม้จะอยู่โรงเรียนแทบชนบทในจังหวัดนีงาตะแต่เธอก็ไม่ย่อท้ออุตสาหะตั้งใจเรียน จนพิชิตความฝันในกาารเป็นสัตวแพทย์ได้สำเร็จ ในสารคดีเรื่องนี้เราจะไม่ได้เห็นเพียงแค่การทุ่มแรงเพื่อล่าความฝันขของเด็กน้อยเท่านั้น แต่เรายังเห็นความตั้งใจการติดตามของผู้กำกับที่ใช้ชีวิต 26 ปีในการถ่ายทำชีวิตของเด็กคนนี้ เรียกได้ว่าเป็นสารคดีที่เราได้เห็นทั้งสองผ่านการเจริญเติบโตของทั้งผู้สร้างและเจ้าของเรื่องราว มาเติมแรงใจในการล่าฝันกันได้เลย
3. What Can You Do about It (2019) เลือกโดย Cinema Jack & Betty จังหวัดคานางาวะ
ผู้กำกับ: ทซึโบตะ โยชิฟุมิ ประเภทภาพยนตร์: สารคดี ความยาว: 1 ชั่วโมง 59 นาที
สารคดีเรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อผู้กำกับภาพยนตร์ ทซึโบตะ โยชิฟุมิ ถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา ใช้ชีวิตร่วมกับญาติที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อนอย่างมาโกโตะผู้ซึ่งใช้ชีวิตกับโรคนี้มาตลอดโดยมีแม่เป็นผู้เลี้ยงดูแลและเก็บความลับเรื่องโรคของเขาไว้อย่างมิดชิด แต่ทุกอย่างถูกเปิดเผยเมื่อผู้เป็นแม่เสียชีวิต เรื่องราวของเขาถูกถกกันในวงญาติในประเด็นว่า “แล้วจะอยู่อย่างไร” นั่นทำให้ทซึโบตะหาช่องทางติดต่อกับมาโกโตะและเริ่มการบันทึกเรื่องราวการใช้ชีวิตของเขาทั้งสอง ที่แม้จะเป็นเพียงญาติห่างๆ แต่มีจุดที่เชื่อมความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองผ่าน “ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา” ที่ทั้งคู่ต่างต้องเผชิญเหมือนกัน สารคดีเรื่องนี้จะทำให้คุณได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ผู้เผชิญโรคไปด้วยกัน และเห็นภาพของสังคมญี่ปุ่นในด้านระบบการดูแลทางสังคมสำหรับผู้พิการ
4. Drive into Night (2022) เลือกโดย Cinémathèque Takasaki จังวัดกุนมะ
ผู้กำกับ: ซาโกะ ได ประเภทภาพยนตร์: คดี/ดราม่า ความยาว: 2 ชั่วโมง 5 นาที
ภาพยนตร์ตลกร้ายสะท้อนสังคมจากการกำกับและเขียนบทโดยซาโกะ ได ที่ใช้เวลาพัฒนาจนกว่าภาพยนตร์จะคิดเสร็จราวสิบปี โดยเริ่มจากการที่ได้รู้วิธีการทำงานของเพื่อนที่โรงงานเศษเหล็กและพบว่ามันเป็นสถานที่ที่น่าสนใจและสามารถเล่าเรื่องราวสะท้อนภาพการกดทับ การทำงานของญี่ปุ่นได้ ผู้กำกับจึงเขียน-แก้บทภาพยนตร์ร่วมสิบปี Drive into Night เป็นเรื่องราวในคืนหนึ่งของชายผู้ที่ทำงานในโรงงานเศษเหล็กและเพื่อนร่วมงานซึ่งได้ก่ออุบัติเหตุอันยากจะแก้ไขเสียจนต่อให้จะพยายามซ่อนความผิดปกติเท่าไหร่ แต่เหมือนโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง ยิ่งปิดบังยิ่งแย่ลงยิ่งบาดหมาง และต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ ลองมาติดตามเรื่องราวสุดระทึกที่มีจุดเริ่มต้นจากอุบัติเหตุกัน
5. Shiver (2021) เลือกโดย Takada Sekaikai จังหวัดนีงาตะ
ผู้กำกับ: โทโยดะ โทชิอะกิ ประเภทภาพยนตร์: ศิลปะ ความยาว: 1 ชั่วโมง 29 นาที
พบกับภาพยนตร์เพลงที่นำเสนอการแสดงอันน่าอัศจรรย์จากคณะผู้แสดงกลองไทโกะชื่อดังอย่าง โคโด โดยมีนักดนตรีร่วมสมัยโคชิโระ ฮิโนะ แต่บทเพลงให้
สำหรับภาพยนตร์เพลงนี้ เราจะได้เห็นภาพบันทึกการแสดงตัดสลับกับภาพธรรมชาติให้เราได้ซึมซับบรรยากาศไปพร้อมกับบทเพลง ผ่านการแสดงอันสวยงามจากมืออาชีพ ถ้าหากคุณคุ้นเคยกับภาพยนตร์หรือสารคดีแล้วแต่ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับภาพยนตร์เพลงละก็ นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียนรู้รูปแบบอื่นๆ ในการนำเสนอภาพเคลื่อนไหวก็เป็นได้
6. On the Edge of Their Seats (2020) เลือกโดย Forum Sendai จังหวัดมิยางิ
ผู้กำกับ: โจโจ ฮิเดะโอะ ประเภทภาพยนตร์: โรแมนติก/ดราม่า ความยาว: 1 ชั่วโมง 15 นาที
หลายครั้งที่การแข่งขันเบสบอลระดับมัธยมแห่งขาติ หรือโคชิเอ็ง ถูกนำมาพูดถึงผ่านภาพยนตร์ อนิเมะ มังงะในหลายๆ เรื่อง ทำให้เราได้ติดตามไปกับเรื่องราวของมิตรภาพในวัยมัธยม ความหวัง การเพียรพยายามไปสู่จุดหมาย แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เบนกล้องหันไปทางเหล่าผู้ชมนักเชียร์ที่ส่งแรงใจไปให้กับคนที่ตนเชื่อและหวังให้เขาคว้ายชัยชนะมา เราได้เห็นตัวละครนำทั้งสี่ถกเถียงกันถึงความรู้สึกที่มีต่อทีมเบสบอลที่พวกเขาเชื่อมั่น การวิเคราะห์สถานการณ์ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของพวกเขา เรียกได้ว่าตอนดูไป เราก็อาจจะนึกย้อนกลับมาถึงตัวเองที่เคยตื่นเต้นไปกับการเชียร์กีฬา มาร่วมส่งเสียงเชียร์ไปกับพวกเขาทั้งสี่กัน
ใครที่พอมีเวลาและยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรเราขอเชิญทุกท่านลองไปหาชมภาพยนตร์นอกกระแสเหล่านี้ดูนะคะ
สรุปข้อมูลจาก JFF+ INDEPENDENT CINEMA