จังหวัดอากิตะ ถือเป็นจังหวัดหนึ่งในญี่ปุ่นที่ผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับแนวหน้าของประเทศ ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น วันนี้เราจะพาไปสำรวจปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้จังหวัดนี้มีการเรียนการสอนที่มีคุณภาพเหนือกว่าจังหวัดอื่นกันค่ะ
ปัจจัยที่ 1: การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning “สืบหาความรู้”

แนวทางหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ได้มีการนำเสนอ “Active Learning” ให้เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการศึกษา โดยมีคีย์เวิร์ดสำคัญ เช่น “การค้นหาประเด็นปัญหา” “การเรียนรู้เชิงรุก” “การเรียนรู้แบบร่วมมือ” “การสืบเสาะหาความรู้” “การเรียนรู้การแก้ปัญหา” “การเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วม” “การเรียนรู้ผ่านการสนทนา” และ “การทบทวนปัญหา” อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนการสอนที่มีองค์ประกอบเหล่านี้ แท้จริงแล้วได้มีการดำเนินการอย่างแพร่หลายในจังหวัดอากิตะอยู่ก่อนแล้ว โดยในจังหวัดอากิตะเรียกการจัดการเรียนรู้ลักษณะนี้ว่า “การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้” ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรู้ของจังหวัดอากิตะดังกล่าวมีลำดับและขั้นตอนดังต่อไปนี้
กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
1. กำหนด “โจทย์การเรียนรู้”
อันดับแรก ครูและนักเรียนจะร่วมกันกำหนด “โจทย์การเรียนรู้” ของบทเรียนในครั้งนั้น เช่น ในวิชาภาษาญี่ปุ่น “ให้ค้นหาจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง Gongitsune (วรรณกรรมเด็กและนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น) โดยอ้างอิงจากข้อความในเรื่อง” หรือในวิชาคณิตศาสตร์ “อธิบายโดยใช้แผนภาพว่า ทำไมการคำนวณเศษส่วนหารเศษส่วน ถึงต้องกลับตัวเศษและตัวส่วนของเศษส่วนที่นำมาหารแล้วเปลี่ยนเป็นการคูณ”
2. ลองหาคำตอบ “คิดหาคำตอบด้วยตนเอง”
จากโจทย์ที่กำหนดขึ้น ให้นักเรียนแต่ละคนเริ่มต้นด้วยการพยายามหาคำตอบด้วยตนเอง เรียกว่า “การคิดด้วยตนเอง” สิ่งที่นักเรียนได้ทำความเข้าใจระหว่างกระบวนการกำหนดโจทย์ จะกลายเป็นเบาะแสหรือแนวทางในการคิดด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม นักเรียนบางคนอาจไม่สามารถค้นหาแนวทางในการเริ่มต้นคิดได้เลย ในกรณีดังกล่าว ครูจะให้ความช่วยเหลือแก่เด็กแต่ละคนอย่างใกล้ชิด
3. การอภิปรายในกลุ่ม “การคิดร่วมกันเป็นกลุ่ม”
เมื่อเด็กทุกคนมี “คำตอบเบื้องต้น” ที่ตนเองคิดขึ้นมาแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการพูดคุย อภิปราย และเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม เรียกว่า “การคิดร่วมกันเป็นกลุ่ม” โดยทั่วไปจะแบ่งเป็นกลุ่มประมาณ 4 คน และในแต่ละกลุ่มจะมีผู้ดำเนินการอภิปราย 1 คน ซึ่งเรียกว่า “ผู้นำการเรียนรู้” ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการสนทนา สมาชิกในกลุ่มจะรับฟังความคิดเห็นของแต่ละคน แล้วนำความคิดเห็นเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกัน แล้วกำหนดทิศทางของคำตอบ เช่น “ทำไมตรงนั้นจึงถือว่าเป็นจุดไคลแมกซ์” “มีหลักฐานสนับสนุนอยู่ตรงไหนของเนื้อเรื่อง” “มีหลักฐานอื่นอีกหรือไม่” “ถ้ามีความเห็นว่าจุดไคลแมกซ์มีอยู่สองแห่ง ความแตกต่างระหว่างทั้งสองอยู่ตรงไหน” “ในแผนภาพนี้อธิบายการหารด้วยเศษส่วนอย่างไร” “การกลับตัวเศษกับตัวส่วนมีความหมายอย่างไร” “แผนภาพหรือคำอธิบายแบบใดเข้าใจได้ง่ายกว่ากัน” คำว่า “คำตอบ” ในที่นี้ บางครั้งอาจถูกสรุปเหลือเพียงคำตอบเดียว แต่ในบางกรณี คำตอบก็อาจมีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงคำตอบเดียว
ในขั้นตอนนี้เช่นกัน ครูจะเข้าไปให้คำแนะนำในแต่ละกลุ่ม หากกลุ่มใดอภิปรายไปได้ดีแล้ว ครูจะช่วยชี้แนะว่าต่อไปควรพิจารณาอะไรเพิ่มเติม หากกลุ่มใดเริ่มมีความสับสนในการอภิปราย ครูจะช่วยชี้แนะว่าควรเริ่มพิจารณาจากจุดใด นอกจากนี้ ครูอาจจงใจบอกให้กลุ่มหนึ่งทราบถึงสถานการณ์การอภิปรายของกลุ่มอื่น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการคิดต่อยอดด้วย
4. เขียนข้อความและนำเสนอสิ่งที่ค้นคว้า
ในช่วงท้ายของบทเรียน ครูจะทบทวนสิ่งที่เขียนไว้บนกระดาน และตรวจสอบร่วมกับนักเรียนว่า ได้ค้นคว้าและทำความเข้าใจอะไรบ้าง นักเรียนจะทบทวนอีกครั้งว่า “สิ่งที่ค้นพบจากบทเรียนนี้คืออะไร” จากนั้น นักเรียนจะเขียนเป็นข้อความว่า ในบรรดาสิ่งที่ค้นพบเหล่านั้น “สิ่งใดคือการค้นพบที่สำคัญที่สุดสำหรับตนเอง” แล้วนำเสนอให้ผู้อื่นฟัง
ปัจจัยที่ 2: “การวิจัยร่วม” เพื่อยกระดับการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้

ในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ จำเป็นต้องมีการเตรียมการของครูอย่างละเอียดรอบคอบ ทั้งการศึกษาวิเคราะห์สื่อและเนื้อหาการเรียนรู้ การกำหนดเป้าหมาย การจัดทำแผนการสอนสำหรับบทเรียนแต่ละครั้ง ตลอดจนการประเมินผล สิ่งที่ช่วยสนับสนุนการทำงานดังกล่าวคือ “ระบบการวิจัยร่วม” กล่าวคือ จะต้องมีการวิจัยล่วงหน้าโดยทีมครู จัดชั้นเรียนในรูปแบบเวิร์กช็อป จัดทำรายงานผลสำเร็จและประเด็นที่ต้องพัฒนา รวมถึงการศึกษาหลังจัดการเรียนการสอน เพื่อทบทวน วิเคราะห์ และพัฒนาการสอนครั้งต่อไป
จะเห็นได้ว่า เบื้องหลังความสำเร็จของนักเรียนในจังหวัดอากิตะ เต็มไปด้วยระบบการจัดการเรียนการสอนที่ซับซ้อนมากมาย ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมจังหวัดอากิตะจึงมีนักเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิขาการ เพราะกว่าจะได้รูปแบบการเรียนที่เหมาะสมกับนักเรียนแถมยังทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเป็นเลิศ ต้องอาศัยความพยายามของครูและระบบการสอนที่ตรงตามความเหมาะสมของนักเรียนแต่ละคนนี่เอง
สรุปบทความจาก: kokugonote