ที่ชานชาลาในสถานีรถไฟ ผู้คนยืนเรียงตามเส้นที่พื้นอย่างเป็นระเบียบ ที่หน้าประตูตรวจตั๋วหรือตามร้านค้ายอดนิยม เพียงเห็นป้าย “ท้ายแถวอยู่ทางนี้” คนญี่ปุ่นก็จะเข้าแถวกันอย่างเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องรอให้มีใครมาคอยบอก ภาพแบบนี้ในญี่ปุ่นถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเลยกันว่าไหมคะ?

แต่ถ้าจะอธิบายและให้เหตุผลว่า “เพราะคนญี่ปุ่นเป็นคนจริงจัง” ก็คงยังไม่เพียงพอ โดยการต่อแถวนั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนิสัย หากแต่เป็นสิ่งที่ค่อย ๆ สั่งสมมาในวิถีชีวิตอันยาวนาน เพราะการทำเช่นนั้น “สะดวกและเหมาะสมกว่า” สำหรับสังคมคนญี่ปุ่น ดังนั้นในวันนี้เราจะลองมาสืบหาเหตุผลว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการเข้าคิวหรือการต่อแถวกันค่ะ ตามมาดูไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
“วิถีชีวิตทำนา” โดยเฉพาะน้ำคือชนวนความขัดแย้งได้ง่าย?

ในอดีตชุมชนชนบทของญี่ปุ่นมีศูนย์กลางอยู่ที่การทำนา โดยเฉพาะการทำนาแบบนาข้าว ดังนั้นน้ำคือชีวิตของท้องนา แต่ธรรมชาติของน้ำคือจะไหลจากต้นน้ำลงสู่ปลายน้ำ ดังนั้นถ้าเราปล่อยให้น้ำไหลไปตามยถากรรมเองโดยไม่มีการทำอะไรเลย ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าถ้าพื้นที่ต้นน้ำใช้น้ำมากเกินไป พื้นที่ปลายน้ำก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำขึ้นได้ และถ้าทางปลายน้ำทำการกั้นน้ำไว้ใช้เอง ทางต้นน้ำก็จะเดือดร้อนได้เช่นกัน กล่าวคือ ถ้ามนุษย์เราใช้น้ำแบบ “ใครมาก่อนได้ก่อน” ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นทันที เพราะเหตุนี้ ในแต่ละหมู่บ้านหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำจึงต้องร่วมกันกำหนดกติกาขึ้นเช่น “พื้นที่ใดใช้เมื่อไร” หรือ “ใครรับผิดชอบทำความสะอาดคูส่งน้ำ” แล้วหมุนเวียนกันตามเวร นี่ไม่ใช่อุดมคติที่สวยหรู แต่เป็นกฎที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เรานั้นเองค่ะ ดังนั้น การกำหนดลำดับก่อนหลังจึงไม่ใช่เพราะผู้คนใจดีเป็นพิเศษ หากแต่เป็นเพราะ “ถ้าไม่กำหนด หมู่บ้านก็อยู่ไม่ได้” มากกว่าค่ะ
เมืองที่ผู้คนหนาแน่นหากไร้ระเบียบ ความอันตรายก็จะเกิดขึ้นได้

เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603 – ปี ค.ศ. 1868) ผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองใหญ่อย่างนครเอโดะ โอซาก้า และเกียวโต โดยเฉพาะนครเอโดะที่ขยายตัวกลายเป็นมหานครขนาดมหึมา เมื่อจำนวนคนเพิ่มมากขึ้น คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันก็ต้องมาอาศัยหรือใช้พื้นที่ใดที่หนึ่งร่วมกัน ดัวนั้นโอกาสในการเกิดปัญหาหรือการกระทบกระทั่งกันก็เกิดขึ้นได้ง่าย อีกทั้งในสมัยนั้นยังเกิดปัญหาไฟไหม้บ่อยครั้ง หากเกิดความโกลาหลขึ้นมาก็ยิ่งอันตราย ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ สังคมญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องมีแบบแผนร่วมกันว่า “พื้นที่ของเราควรเคลื่อนไหวอย่างไร” หรือ “ทำแบบไหนจึงจะปลอดภัยกว่า” ภายใต้วิถีชีวิตของเมืองเช่นนี้เอง ความรู้สึกในการเคารพลำดับก่อนหลังและการรักษาระเบียบจึงค่อย ๆ ก่อตัวและหยั่งรากลึกขึ้นมาในสังคมญี่ปุ่น
รถไฟและโรงเรียนทำให้ “การเข้าแถว” กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

หลังยุคสมัยเมจิ หรือหลังปี ค.ศ. 1912 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาเครือข่ายรถไฟและรถราง ทำให้ผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันที่สถานีและป้ายจอดต่าง ๆ ดังนั้นหากผู้คนไม่เข้าแถวหรือต่อคิวก็จะเกิดอันตรายขึ้นได้ง่าย และการขึ้น-ลงรถก็จะวุ่นวายสับสน ดังนั้นการยืนเรียงแถวบนชานชาลาและหน้าประตูตรวจตั๋ว แล้วเคลื่อนไหวตามลำดับ จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นขึ้นมานั้นเองค่ะ

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ที่โรงเรียนก็เกิดการเข้าแถว การรับคำสั่ง การเคลื่อนที่เป็นหมู่คณะ และการจัดกิจกรรมร่วมกัน ทุกอย่างจึงกลายมาเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม ผลลัพธ์ก็คือ ผู้คนได้ “ฝึกการเคลื่อนไหวพร้อมกันตามสัญญาณเดียวกัน” มาอย่างต่อเนื่องค่ะ ดังนั้นสถานีรถไฟกับโรงเรียน สองสิ่งนี้เองที่ทำให้แนวคิดว่า “การเข้าแถวเป็นเรื่องธรรมดา” ฝังแน่นยิ่งขึ้นในสังคมญี่ปุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย
ยุคหลังสงคราม หากมองไม่เห็นลำดับก่อนหลัง ความโกลาหลย่อมเกิดขึ้นได้

ในช่วงระยะหนึ่งหลังสงครามโลก สังคมญี่ปุ่นเผชิญภาวะขาดแคลนสิ่งของ ดังนั้นฉากการแจกจ่ายเสบียงและการปันส่วนจึงมักจะถูกพบเห็นได้ว่ามีผู้คนต่อแถวกันอย่างยาวเหยียด สิ่งสำคัญในเวลานั้นคือ ต้องแสดงให้ชัดเจนว่า “แต่ละคนจะได้รับเท่าไร” และ “แจกตามลำดับอย่างไร” หากลำดับคลุมเครือ ความไม่พอใจก็จะเกิดขึ้น และนำไปสู่ความขัดแย้งกันในสังคมได้ ดังนั้นการจัดแถวให้เห็นชัดเจนว่าใครมาก่อนมาหลัง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งนั้นเอง มีการกล่าวกันว่า สำหรับมนุษย์แล้วสิ่งที่ส่งผลต่อความรู้สึกในการรอคอย ไม่ได้มีแค่ระยะเวลาที่ต้องรอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงว่า “ลำดับนั้นดูยุติธรรมหรือไม่” และ “ตนเองอยู่ตำแหน่งใดในแถว” ด้วย ดังนั้น “แถว” จึงไม่ใช่เพียงการยืนเรียงกันตามลำดับเท่านั้น แต่ยังเป็น “กลไกที่สร้างความยอมรับและความรู้สึกเป็นธรรม” ให้เกิดขึ้นในสังคมอีกด้วย
ญี่ปุ่นปัจจุบันเพราะ “ทำตามป้ายบอก” แถวจึงดูเป็นระเบียบ?

ในญี่ปุ่นทุกวันนี้ เครื่องหมายที่พื้นและป้ายแนะนำต่าง ๆ ถูกจัดหรือระบุไว้อย่างเป็นระบบ ดังนั้นแทนที่จะต้องพูดคุยตกลงกันหน้างาน การทำตามที่เขียนหรือบอกไว้จึงทั้งรวดเร็วและสะดวกกว่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งที่สถานีรถไฟหรือสถานที่จัดงาน ก็สามารถจัดการผู้คนได้ด้วยวิธีแบบเดียวกัน

ในต่างประเทศเองก็มีการต่อแถวเช่นกัน เพียงแต่บางแห่งอาจใช้การพูดคุยปรับลำดับกันตรงนั้นเลยหรือมีการเจรจาเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้รูปแบบของแถวดูยืดหยุ่นกว่า ดังนั้นความแตกต่างจึงขึ้นอยู่กับประเทศและสถานการณ์นั้น ๆ ไป ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าคนญี่ปุ่นค่อนข้างมีแนวโน้มที่จะจัดการเรื่องต่าง ๆ โดยอิงตามป้ายแสดงหรือขั้นตอนที่กำหนดไว้ มากกว่าการปรับด้วยวาจาเฉพาะหน้า จึงทำให้แถวดูลักษณะ “เป๊ะ” และเป็นระเบียบชัดเจน และในส่วนของพฤติกรรม “การเคารพลำดับก่อนหลัง” ของชาวญี่ปุ่นนั้น ก่อรูปขึ้นจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งกฎการแบ่งน้ำในนาข้าว หรือระเบียบในเมืองที่มีประชากรหนาแน่น รวมถึงการเข้าแถวจากระบบรถไฟและโรงเรียน ตลอดจนประสบการณ์การปันส่วนหลังสงคราม ดังนั้นหากอธิบายเพียงว่าเป็นเรื่องของนิสัย ก็คงไม่ครบถ้วนหรือถูกต้องทั้งหมด และเทียบกันแล้ว การมองว่าเพราะมีหลายสถานการณ์ที่หากไม่ทำเช่นนั้นจะเกิดปัญหา จึงทำให้ธรรมเนียมนี้สืบทอดต่อกันมาและดูจะเข้าใจได้ง่ายกว่านั้นเองค่ะ

ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณเห็นแถว ลองคิดดูสักนิดว่า “การทำให้ลำดับชัดเจนแบบนี้ คงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาตั้งแต่อดีตแล้ว” แม้เส้นที่พื้นจะเป็นของใหม่หรือปรับให้ดูหรือให้เข้าใจง่ายไปตามยุคสมัย แต่สิ่งที่ผู้คนกำลังทำกันอยู่นั้น แท้จริงแล้วอาจไม่ต่างจากเมื่อครั้งในสมัยอดีตเลยค่ะ แล้วทุกคนละคะ เคยประหลาดใจหรือสงสัยในพฤติกรรมเหล่านี้กันบ้างไหมคะ?
สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan