มีใครเคยสงสัยบ้างไหมคะว่า “กระเป๋านักเรียนรันโดะเซะรุ” (Randoseru = ランドセル) ที่เหล่าเด็กนักเรียนชั้นประถมต้นของญี่ปุ่นใช้กันนั้นมีที่มาอย่างไร? แล้วอะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้รับความนิยมมากกว่ากระเป๋าแบบอื่น ๆ ทั้งที่ “กระเป๋าเป้แบ็คแพ็ค” (Backpack) หรือ “กระเป๋าสะพายข้าง” อาจจะมีขนาดและน้ำหนักที่เบากว่า (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของโรงเรียนนั้น ๆ ว่ากระเป๋าแบบไหนที่สามารถใช้ได้) ในวันนี้เราจะมาสืบหาเหตุผลพร้อมทั้งส่องประวัติกระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซะรุไปด้วยกันค่ะ
ที่มาของกระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซะรุ?

“รันโดะเซะรุ” เป็นคำที่มาจากภาษาดัตซ์ มาจากคำว่า “Ransel” ซึ่งเมื่อก่อนจะอ่านออกเสียงว่า “รันเซรุ” (ランセル) แต่เกิดการเพี้ยนเสียงมาเป็นคำว่า “รันโดะเซะรุ” ที่เรารู้จักคุ้นชินกันในปัจจุบันแทนค่ะ โดยในตอนแรกที่ได้มีความคิดนำเข้ากระเป๋ามาในญี่ปุ่นคือช่วงยุคเอโดะตอนปลาย เพราะรัฐบาลบากูฟุคิดจะนำระบบทหารแบบตะวันตกเข้ามาใช้ (แต่ถ้าจะให้พูดไปกระเป๋าแบบที่อยากเอาเข้ามาจะออกมาในรูปแบบ “กระเป๋าเป้แบ็คแพ็ค” มากกว่า “กระเป๋าแบบรันโดะเซรุ”) ทั้งนี้ ก็ยังไม่ได้ถือว่าถูกนำเข้ามาได้อย่างจริงจังค่ะ
กระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ตัดสินใจนำระบบทหารแบบตะวันตกเข้ามาใช้อย่างจริงจังสักที จึงได้มีการนำเอา “กระเป๋าเป้แบบแบ็คแพ็ค” มาใช้ โดยเริ่มเป็นครั้งแรกในกองทัพบก โดยเฉพาะกลุ่มทหารราบ ซึ่งในช่วงนั้นวัสดุที่นำมาทำเป็นกระเป๋าเป้แบบเเบ็คเเพ็คจะเป็นหนัง ไม่ใช้ผ้าเนื่องจากมีความคงทน เปื้อนยากและไม่ขาดง่ายนั้นเองค่ะ
แล้วทำไมกระเป๋าที่ถูกใช้ทางทหารถึงได้กลายมาเป็นกระเป๋าที่เด็กนักเรียนใช้?

ถ้าย้อนกลับไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบว่า เมื่อปีเมจิที่ 18 (ปี ค.ศ. 1885) โรงเรียนกากุชูอิน (Gakushuin Primary School) หลังจากที่ได้ย้ายมาก่อตั้งในกรุงโตเกียว (แต่เดิมก่อตั้งขึ้นที่เกียวโตเพื่อเป็นโรงเรียนสำหรับบุตรหลานของขุนนาง) ได้ประกาศใช้ “นโยบายความเท่าเทียมกันในสถานศึกษา” (Kyoiku No Ba De No Byodou = 教育の場での平等) ซึ่งหมายถึง “การที่ทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศ เชื้อชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือความสามารถทางกายภาพ” ทางโรงเรียนจึงได้ออกกฎระเบียบห้ามให้เด็กนักเรียนนั่งรถม้าหรือรถลากโดยแรงคนในการมาส่งที่โรงเรียน ดังนั้นจึงส่งผลตามมาให้นำเอากระเป๋านักเรียนมาใช้ เพื่อให้สามารถใส่อุปกรณ์การเรียนและสะพายมาโรงเรียนได้ด้วยตนเองค่ะ
ซึ่งในตอนแรกกระเป๋าที่ใช้ยังคงมีลักษณะเป็นกระเป๋าเป้แบบแบ็คแพ็ค เนื่องจากผู้อำนวยการของโรงเรียนรุ่นที่ 2 คือ นายทานิ ทาเทคิ (Tani Tateki = 谷干城) ได้เคยดำรงตำแหน่งในกองทัพบกญี่ปุ่น มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทัพ ดังนั้นความคิดที่จะเอากระเป๋าเป้แบบแบ็คแพ็คที่ใช้ในกองทัพบกมาใช้ในแวดวงการศึกษาด้วยนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่แปลกแต่อย่างใด (ทั้งนี้ นายทานิ เดิมเป็นซามูไรจากแคว้นโทสะ (Tosa Han = 土佐藩) หรือปัจจุบันคือ จังหวัดโคจิ เป็นหนึ่งใน “กลุ่มผู้จงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ” หรือที่เรียกว่า “คินโนฮะ” (Kinnouha = 勤皇派) โดยได้ร่วมมือกับนายอิตากากิ ไทสุเกะ (Itagaki Taisuke = 板垣退助) สร้างรัฐบาลกลางใหม่สนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ เพื่อคืนอำนาจให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ)

อย่างไรก็ตาม การใช้กระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซรุในโรงเรียนก็ยังไม่ได้ถือว่าเป็นที่รู้จักหรือเริ่มใช้กัน จุดที่ทำให้กระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซรุได้เริ่มใช้ก็คือเมื่อปีเมจิที่ 20 (ปี ค.ศ. 1887) สมเด็จพระจักรพรรดิไทโช (ในสมัยยังทรงเป็นพระรัชทายาท) ได้ทรงเข้าศึกษาในระดับชั้นประถมต้นที่โรงเรียนกากุชูอิน ทำให้นาย อิโต ฮิโรบูมิ (Itou Hirobumi = 伊藤博文) นายกรัฐมนตรีคนแรกของญี่ปุ่นได้ถวายมอบกระเป๋าซึ่งเลียนแบบจากกระเป๋าของนายทหารเป็นของขวัญแสดงความยินดี ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซะรุเริ่มเป็นที่รู้จักในสังคมญี่ปุ่น
*เกร็ดความรู้*
(1) อิตากากิ ไทสุเกะ

อิตากากิ ไทสุเกะ (Itagaki Taisuke = 板垣退助) บุคคลผู้ถูกยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งประชาธิปไตยญี่ปุ่น” และยังเป็นบุคคลที่เคยปรากฏบนพันธบัตร 100 เยนญี่ปุ่นในสมัยอดีต แต่เดิมเป็นซามูไรแห่งแคว้นโทสะ (Tosa Han = 土佐藩) หรือปัจจุบันคือ จังหวัดโคจิ เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มผู้จงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ
ในช่วงการปฏิรูปเมจิ เขามีบทบาทสำคัญในการรวมแคว้นต่าง ๆ เพื่อสร้างรัฐบาลกลางใหม่ รวมถึงยังมีบทบาทในการยุบระบบแคว้น (Han = 藩) และจัดตั้งระบบจังหวัด (Ken = 県) โดยให้แคว้นต่าง ๆ คืนอำนาจการปกครองให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ในเหตุการณ์การคืนอำนาจในปีเมจิที่ 2 (ปี ค.ศ. 1869)
ทว่าภายหลังการปฏิรูปเมจิ เขากลับมีความคิดไม่เห็นด้วยกับการที่อำนาจถูกรวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาลกลางมากจนเกินไป จึงลาออกจากรัฐบาลและเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิของประชาชนและประชาธิปไตย โดยได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐสภา และให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกตั้ง นำไปสู่การก่อตั้ง “พรรคอิสระ” (Jiyuu Tou = 自由党) ในปีเมจิที่ 14 (ปี ค.ศ. 1881) ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองสมัยใหม่พรรคแรกในญี่ปุ่น
(2) อิโต ฮิโรบูมิ

อิโต ฮิโรบูมิ (Itou Hirobumi = 伊藤博文) เดิมเป็นซามูไรแห่งแคว้นโชชู (Choshu Han = 長州藩) หรือปัจจุบันคือ จังหวัดยามากุจิ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของญี่ปุ่นในยุคสมัยเมจิ ในปีเมจิที่ 18 (ปี ค.ศ. 1885) หลังจากที่มีระบบคณะรัฐมนตรีเกิดขึ้น ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของญี่ปุ่น (ได้เป็นซ้ำอีก 3 สมัย รวมเป็น 4 สมัย) และยังเคยดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี และประธานวุฒิสภา และยังมีบทบาทในการจัดตั้งสภาขุนนางและสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงยังเคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแห่งเกาหลี โดยมีบทบาทในการแทรกแซงและควบคุมราชสำนักเกาหลีในช่วงก่อนที่ญี่ปุ่นจะผนวกเกาหลีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิญี่ปุ่นในปีเมจิที่ 43 (ปี ค.ศ. 1910) (ทั้งนี้ เกาหลีได้สูญเสียเอกราช กลายเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1910 – ปี ค.ศ. 1945) ยิ่งไปกว่านั้นยังเคยปรากฏบนพันธบัตร 1,000 เยนญี่ปุ่นในสมัยก่อนอีกด้วย
เหตุผลที่กระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซรุไม่ได้รับความนิยมในช่วงแรก

แม้ว่ากระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซะรุจะเป็นสิ่งที่เหล่านักเรียนญี่ปุ่นต่างใฝ่ฝันที่จะมีไว้ครอบครอง แต่การที่ตัวกระเป๋าทำมาจากหนัง ซึ่งถือได้ว่าเป็นของหรูหราและมีราคาแพงในสมัยนั้น จึงทำให้กระเป๋าแบบนี้เป็นเพียงแค่ไอเท็มในฝันของนักเรียนญี่ปุ่นหลายคนเพราะยากที่จะเอื้อมถึงได้ค่ะ
ในต่างจังหวัดหรือในหมู่ประชาชนทั่วไปตอนนั้นก็ยังคงนิยมใช้ผ้าฟุโรชิกิ หรือกระเป๋าสะพายข้างที่ทำมาจากผ้าซึ่งมีราคาถูก มาใส่อุปกรณ์การเรียนถือนำไปโรงเรียนมากกว่า จนเมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ช่วงยุคโชวะที่ 30 (ปี ค.ศ. 1955) เป็นต้นมา ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงยุคเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ราคาของกระเป๋าจึงปรับตัวถูกลง ประชาชนทั่วไปก็เริ่มหาซื้อมาใช้งานได้ง่ายขึ้นและทำให้การใช้กระเป๋ารันโดะเซะรุเริ่มแพร่หลายไปทั่วประเทศในที่สุด

ปัจจุบันจากกระเป๋าที่เคยใช้กันในทางทหารก็ได้กลายมาเป็นกระเป๋านักเรียนที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าคนญี่ปุ่นทุกคนต้องเคยผ่านการใช้มาสักครั้งในชีวิต และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านไปนั้นก็ยังทำให้เทรนด์ของกระเป๋ามีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่หลากหลายมากขึ้นด้วย เช่น สมัยก่อนเด็กญี่ปุ่นจะนิยมใช้กระเป๋าสีตามเพศของตนเอง คือ เด็กผู้ชายนิยมใช้สีดำส่วนเด็กผู้หญิงจะนิยมใช้สีแดง แต่แนวคิดเหล่านี้ก็ได้ค่อย ๆ เลือนหายไปในปัจจุบัน เห็นได้จากที่กระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซรุมีออกมาหลากหลายสีสันมากขึ้นทั้งสีชมพู สีฟ้า สีเหลือง สีน้ำตาล และสีเขียว เพื่อให้เด็กๆ สามารถเลือกซื้อสีที่อยากได้ตามใจชอบ

ทั้งนี้ แม้ราคาของกระเป๋าอาจจะไม่ได้น่ารักเหมือนกระเป๋าแบบอื่นมากนัก (หนึ่งใบราคาอยู่ที่ประมาณ 35,000 – 80,000 เยน) เเต่เมื่อเทียบกับคุณภาพและการใช้งานได้นานถึง 6 ปี เเล้วก็นับว่าคุ้มค่าอยู่ไม่น้อยค่ะ ที่สำคัญกระเป๋ายังสามารถสร้างความทรงจำดี ๆ ให้กับเด็ก ๆ ได้อีกด้วยค่ะ พูดไปแล้วก็รู้สึกอิจฉาเด็กญี่ปุ่นนิดนึงว่าไหมคะ?
สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan และ nakamura-kaban