“ของฝาก” คงเป็นสิ่งที่มักจะขาดไปไม่ได้สำหรับทริปของใครต่อใคร ไม่ว่าจะไปเที่ยวประเทศในแถบเอเชียหรือประเทศในแถบยุโรป แต่ทราบกันไหมว่าแท้จริงแล้วของฝากในต่างประเทศเหล่านี้บางอันมีรากฐานดัดแปรงมาจากญี่ปุ่นค่ะ เช่น ตุ๊กตาแม่ลูกดก หรือ มาตริออชกา (Matryoshka) ของฝากขึ้นชื่อจากประเทศรัสเซีย ของฝากที่เชื่อได้เลยว่าถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่รัสเซียต้องมีได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับมาแน่นอน

แต่แท้จริงแล้วเจ้าตุ๊กตาแม่ลูกดกนี้เป็นของฝากที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตุ๊กตาไม้แยกชั้นของญี่ปุ่น โดยตุ๊กตาไม้แยกชั้นของญี่ปุ่นนี้เชื่อว่าเป็นตุ๊กตาฟุคุโระคุจู (Fukurokuju = 福禄寿) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภ (Shichifukujin = 七福神) ของญี่ปุ่น โดยฟุคุโระคุจูเป็นเทพเจ้าแห่งความสุข ความมั่นคั่ง และการอายุยืน มีลักษณะเป็นชายชราผู้มีนวดเครายาวสีขาว หน้าผากสูง แต่งกายใส่ชุดออกไปทางจีน ๆ มือข้างหนึ่งมักจะถือไม้เท้าและในมืออีกข้างจะถือม้วนคัมภีร์ที่บันทึกอายุขัยของผู้คนเอาไว้ และมักจะปรากฏกายพร้อมกับสัตว์มงคล เช่น นกกระเรียน เต่า และกวางดำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืน โดยตุ๊กตานี้เชื่อกันว่าได้ถูกนำเข้ามาโชว์ในนิทรรศการหัตถกรรมหรืองานแสดงสินค้าในรัสเซีย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัสเซียและญี่ปุ่นเริ่มมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมซึ่งกันและกันหลังจากที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศ (Kaikoku = 開国) เมื่อปีเมจิที่ 1 (ปี ค.ศ. 1868)

*เกล็ดความรู้*
อาจจะมีบางคนสงสัยว่า ญี่ปุ่นเริ่มมีการเปิดท่าเรือบางแห่งในประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1853 หลังการมาของเรือดำสหรัฐอเมริกา (Kurofune Raikou = 黒船来航) โดยพลเรือจัตวา แมทธิว เพอร์รี (Matthew C. Perry) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “การเดินทางของเพอร์รี” (Perry Expedition) หลังจากที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ (Sakoku = 鎖国) ไปกว่า 200 ปีไม่ใช่หรือ? ใช่ค่ะ ญี่ปุ่นได้เปิดประเทศจากการเข้ามาของเรือดำแต่ยังไม่ถือว่าเปิดเต็มรูปแบบ ถ้าจะให้พูดว่าเปิดประเทศเต็มสมบูรณ์แบบก็อีก 15 ปีถัดมาค่ะ โดยจุดประสงค์ของท่าเรือที่ถูกเปิดในช่วงแรกก็เพื่อให้เรือจากต่างประเทศสามารถเข้ามาเทียบท่าเพื่อซ่อมเรือ เติมเสบียง หรือนำสินค้าเข้ามาค้าขายนั้นเองค่ะ เช่น ท่าเรือชิโมดะ ในจังหวัดชิซูโอกะ ที่เปิดในปี ค.ศ. 1854 เพื่อให้เรือดำเข้าเทียบท่าครั้งแรกที่นี้ หรือท่าเรือฮะโกดาเตะ จังหวัดฮอกไกโด ที่เปิดในปี ค.ศ. 1854 เช่นกัน โดยเปิดเพื่อเป็นท่าเรือเพื่อซ่อมเรือและเติมเสบียงให้กับเรือ เป็นต้น

ในทางกลับกันของฝากที่เป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่นบางอย่างก็ได้รับแรงบันดาลใจหรือไอเดียมาจากของฝากจากต่างประเทศ โดยของฝากหนึ่งในนั้นได้แก่ “หมีไม้แกะสลักคาบปลาแซลมอน” ซึ่งเชื่อได้เลยว่าเวลาใครไปเที่ยวที่ฮอกไกโดจะต้องเคยได้เห็นผ่านตากันแน่นอน ซึ่งเจ้าของฝากนี้จริง ๆ แล้วถูกสร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากหมีไม้แกะสลักที่เป็นของฝากขึ้นชื่อของเมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นเอง

เกษตรกรจากหมู่บ้านยะคุโมะในฮอกไกโดได้รับแรงบันดาลใจจากการแกะสลักหมีไม้แกะสลักของสวิตเซอร์แลนด์

แต่เดิมพื้นที่บริเวณหมู่บ้านยะคุโมะของฮอกไกโด (ปัจจุบันเปลี่ยนสถานะเป็นเมืองยะคุโมะ) นี้เป็นบริเวณที่ดินที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดแบ่งสรรเพื่อแจกจ่ายให้แก่เหล่าข้ารับใช้ของตระกูลโทกูงาวะเพื่อการย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากเพื่อทำการเกษตรหาเลี้ยงชีพหลังจากที่ต้องตกงาน อันเป็นผลมาจากการปฎิรูปเมจิ (Meiji Ishin = 明治維新) ซึ่งทำให้ระบบโชกุนภายใต้การปกครองของโชกุนตระกูลโทกูงาวะที่ดำรงมาถึง 265 ปีสิ้นสุดลง เกิดการคืนอำนาจกลับไปสู่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ

อย่างไรก็ตาม ที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้กลับประสบปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพราะปลูกที่ได้ผลผลิตไม่เป็นไปตามที่ต้องการ เนื่องจากประสบปัญหาสภาพอากาศหนาวเย็นจัดในฤดูหนาว ทำให้เหล่าเกษตรกรต้องเผชิญกับชีวิตที่ยากลำบาก ในช่วงเวลานั้น นายโทกูงาวะ โยชิจิกะ (Tokugawa Yoshichika = 徳川義親) ทายาทของตระกูลโอวาริโทกูงาวะ (Owari Tokugawa Ke = 尾張徳川家) 1 ใน 3 ตระกูลรอง (Gosanke = 御三家) ของตระกูลโชกุนโทกูงาวะ (Tokugawa Shogun Ke = 徳川将軍家) ซึ่งเป็นผู้บริหารฟาร์มในพื้นที่นี้ ได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวยุโรป และในขณะที่ได้เดินทางไปเที่ยวอยู่ที่เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาได้พบกับหมีไม้แกะสลัก (Black Forest Bear Carving) ที่วางอยู่ในร้านขายของฝาก แล้วปิ๊งไอเดียขึ้นว่า “สิ่งนี่แหละที่จะสามารถนำมาทำเป็นของฝากของฟาร์มเราได้!” หลังจากคิดเช่นนั้นเขาก็ได้ตัดสินใจซื้อหมีไม้แกะสลักหลายตัวกลับมาเป็นตัวอย่างนำกลับญี่ปุ่น
หมีไม้แกะสลักคุณภาพสูงประสบความสำเร็จอย่างมากจนกลายเป็นของฝากประจำฮอกไกโด!

เมื่อนายโยชิจิกะเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านยะคุโมะเขาก็ได้แนะนำให้เกษตรกรในหมู่บ้านลองทำการแกะสลักหมีขึ้นมาดู และเริ่มโครงการที่ว่า “จะซื้อหมีที่แกะสลักเสร็จในราคา 1 เยน ต่อ 1 ตัว” ซึ่งในสมัยนั้น 1 เยนมีมูลค่าเทียบเท่ากับ 4,000 – 5,000 เยนในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสนอที่ดีมากในตอนนั้น จนต่อมาในปีไทโชที่ 13 (ปี ค.ศ. 1924) ได้มีการจัดงานประกวดงานฝีมือจากเครื่องไม้เครื่องมือและงานศิลปะในชุมชนขึ้น และได้มีการจัดแสดงเปิดตัวหมีไม้แกะสลักหมายเลข 1 ขึ้น ซึ่งหมีไม้แกะสลักนี้ถือว่าแกะสลักออกมาได้อย่างประณีตงดงาม มีคุณภาพสูงมากจนแทบจะไม่แตกต่างจากหมีที่ซื้อมาจากสวิตเซอร์แลนด์เลย และ 1 – 2 ปี ต่อมาหมีไม้แกะสลักก็เริ่มถูกนำไปวางจำหน่ายขายตามเมืองต่าง ๆ เช่น ที่เมืองฮาโกดาเตะหรือเมืองซัปโปโร ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขายหมดอย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่าตกใจ จนต่อมาจึงได้มีการก่อตั้ง “สมาคมวิจัยและค้นคว้าศิลปะแห่งเกษตรกร” ขึ้นที่ฟาร์มโทกูงาวะขึ้น รวมไปถึงมีการคิดค้นวิจัยเทคนิคต่าง ๆ เช่น “การแกะสลักขน” และ “การแกะสลักใบหน้า” ซึ่งทำหมีไม้แกะสลักจึงออกมีรูปร่างสมจริงยิ่งขึ้นไปอีก

ในส่วนของเหตุผลสำคัญที่นายโยชิจิกะได้ตัดสินใจนำหมีไม้แกะสลักจากสวิตเซอร์แลนด์กลับมาที่หมู่บ้านยะคุโมะและพยายามเผยแพร่ก็เพื่อที่จะ “สร้างงานเสริมที่สามารถทำเป็นรายได้ในช่วงฤดูหนาวของฮอกไกโดซึ่งเป็นฤดูที่ไม่เหมาะแก่การทำการเกษตร และเพื่อทำให้เกษตรกรได้สัมผัสกับงานแกะสลักไม้ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยทำให้ชีวิตและวัฒนธรรมในชุมชนนี้ร่ำรวยและพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้” นั้นเองค่ะ โดยมีเกษตรกรบางคนสามารถทำรายได้จากการแกะสลักหมีไม้เป็นรายได้เทียบเท่ากับเงินเดือนแรกของอาชีพครูเลยทีเดียว ซึ่งถือว่ารายได้จากอาชีพเสริมนี้สามารถทำให้เกษตรกรผู้นั้นอยู่รอด และประสบความสำเร็จในการหาเลี้ยงชีพได้ค่ะ ต่อมานายโยชิจิกะได้ถูกยอมรับและยกย่องจากหมู่บ้านยะคุโมะว่าเป็น “บิดาของศิลปะหมีไม้แห่งฮอกไกโด” ทั้งนี้ หมีไม้แกะสลักในตอนแรกจะแกะสลักแค่เฉพาะตัวหมีเฉย ๆ ในส่วนของรูปร่างของหมีไม้แกะสลักแบบที่คาบปลาแซลมอนที่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในปัจจุบันนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาภายหลังในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เมืองอาซาฮิกาว่า จังหวัดฮอกไกโด

หมีไม้แกะสลักคาบปลาแซลมอนถือเป็นสัญลักษณ์ของฮอกไกโดที่คนญี่ปุ่นต่างเชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ และยังแฝงไปด้วยฝีมือเทคนิคชั้นสูงของช่างแกะสลักไม้ท้องถิ่น ซึ่งถือว่านอกจากเป็นสินค้าที่สร้างเม็ดเงินขึ้นได้แล้ว ยังเป็นงานศิลปะที่ทั้งความสวยงามและสอดแทรกไปด้วยความหมายเชิงวัฒนธรรมอีกด้วยค่ะ ในคราวหน้าถ้าใครมีโอกาสได้เดินทางไปเยือนฮอกไกโดก็ลองมองหาเจ้าหมีไม้แกะสลักนี้เป็นของฝากดูกันนะคะ
สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan