ทุกวันนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เราก็จะเห็น “Capsule Toy” หรือหลากหลายชื่อทั้ง “กาจา” (Gacha = ガチャ) “กาจากาจา” (Gachagacha = ガチャガチャ) “กาชาปอง” (Gashapon = ガシャポン) ตั้งอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เต็มไปหมด ทั้งในสถานีรถไฟ อาคารร้านค้าขายของรวมไปจนถึงซูเปอร์มาร์เก็ต นอกจากสินค้าคาแรกเตอร์อนิเมะดังต่าง ๆ แล้ว ของจำลองจิ๋วที่ทำได้อย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นทั้งกล้องถ่ายรูป รองเท้าผ้าใบ หรือสิ่งของต่าง ๆ ก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน จนสามารถครองใจทั้งกลุ่มคนที่เรียกว่า “Kidult” หรือ “ผู้ใหญ่ที่ยังมีหัวใจแบบเด็ก” รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ หลายคนอาจคิดว่าเจ้า Capsule Toy นี้เป็นสิ่งที่เกิดหรือผลิตขึ้นที่ญี่ปุ่นเพราะดูมีความเป็นญี่ปุ่นสุด ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วเจ้า Capsule Toy นี้ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่ญี่ปุ่นค่ะ แต่มีต้นกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกาต่างหากค่ะ และกว่าเจ้าของเล่นชนิดนี้จะเดินทางเข้ามาในญี่ปุ่นก็คืออีก 60 ปีต่อมา
มาส่องประวัติของ Capsule Toy ของเล่นสุดฮิตครองใจทุกเพศทุกวัยกัน

ต้นกำเนิดของ Capsule Toy ในปัจจุบันเชื่อกันว่าสามารถสืบย้อนกลับไปโดยมีความเกี่ยวข้องกับตู้จำหน่ายหมากฝรั่งอัตโนมัติ หรือ Gumball Machine ในสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 1907 โดยในสมัยนั้นเพียงเราหยอดเหรียญ 1 เซนต์ ก็จะได้รับหมากฝรั่งมาพร้อมกับของเล่นชิ้นเล็ก ๆ เป็นของแถมติดมาด้วย (ย้อนกลับไปได้ไกลมากเลยนะคะ)

แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นตรงกันข้าม เพราะของเล่นต่างหากที่ถูกบรรจุเป็นสินค้าหลักอยู่ในเจ้าลูกแคปซูลพลาสติกใส ๆ เหล่านี้แทน โดยแนวคิดที่ว่า “ใช้เหรียญเพียงไม่กี่เหรียญก็ได้ลุ้นของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ที่สร้างความสุขได้” เป็นสิ่งที่กระตุ้นความตื่นเต้นและจินตนาการของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี ว่ากันว่าในสหรัฐฯ ตู้ประเภทนี้ยังมีชื่อเล่นว่า “Shut-up Toy” หรือ “ของเล่นที่ทำให้เงียบ” เพราะเมื่อเด็ก ๆ ได้ของเล่นเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็มักจะหยุดร้องไห้ทันที
Capsule Toy เข้ามาสู่ญี่ปุ่นเมื่อ?

Capsule Toy ถูกนำเข้ามาที่ญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1965 โดยบริษัทเพนนีโชไก (Penny Shoukai) ซึ่งในขณะนั้นเป็นร้านค้าส่งของเล่นในย่านอาซากุสะ กรุงโตเกียว โดยการนำเข้าครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างเต็มที่จาก คุณ L.O. Hardman ผู้แทนของบริษัท Penny King Company สหรัฐฯ ในฐานะบริษัทแรกที่นำเข้าเครื่องจำหน่าย Capsule Toy มาติดตั้งในญี่ปุ่น ทางบริษัทเพนนีโชไกจึงได้กำหนดให้วันที่ 17 กุมภาพันธ์ของทุกปีซึ่งเป็นวันครบรอบการก่อตั้งของบริษัทให้เป็น “วันกาจา” โดยในตอนแรกเจ้า Capsule Toy นี้ได้ถูกเรียกว่า “กาจา” (Gacha = ガチャ) ค่ะ ต่อมาเมื่อทาง Takara Tomy Arts บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายของเล่นรายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้เข้ามาเป็นบริษัทแม่ของบริษัทเพนนีโชไก ทำให้ Capsule Toy ของบริษัทได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็น “ガチャ®” (Gacha) อย่างเป็นทางการนั้นเองค่ะ
กาจา, กาจากาจา, กาชาปอง…เรียกต่างกันอย่างไร?

ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของสินค้าประเภทนี้แท้จริงแล้วในภาษาอังกฤษ คือ “Capsule Toy” ส่วนในภาษาญี่ปุ่นคือ “กาจา” (Gacha = ガチャ) แต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักเรียกติดปากว่า “กาจากาจา” (Gachagacha = ガチャガチャ) เนื่องจากคำว่า “กาจากาจา” (Gachagacha = ガチャガチャ) เป็นคำเลียนเสียงธรรมชาติที่มาจากเสียงหมุนคันโยกของเครื่องและเสียงของเจ้าลูกแคปซูลใสเมื่อหล่นออกมา จึงทำให้เด็ก ๆ ในญี่ปุ่นจึงใช้คำนี้เรียกกันจนติดปาก ก่อนที่จะแพร่หลายและกลายเป็นชื่อเรียกทั่วไปในเวลาต่อมา แม้ว่า Capsule Toy จะมีชื่อเรียกหลากหลาย แต่ที่ญี่ปุ่นได้มีองค์กรที่ชื่อว่า “สมาคมกาจากาจา” (Gachagacha Kyoukai = ガチャガチャ協会) อยู่ ดังนั้นเมื่อมีสมาคมที่ใช้ชื่อนี้อย่างเป็นทางการ ก็อาจกล่าวได้ว่าในความรับรู้ของสังคมญี่ปุ่นโดยทั่วไป “กาจากาจา” คือชื่อเรียกที่แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดสำหรับของเล่นประเภทนี้นั้นเองค่ะ

แต่อย่างไรก็ตามเจ้าของเล่นชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกหลายแบบ ซึ่งบางคำก็เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของแต่ละบริษัท มีอะไรบ้าง ตามมาดูกันตามด้านล่างนี้เลยค่ะ
* “กาจา” (Gacha = ガチャ) – เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Takara Tomy
* “กาชาปอง” (Gashapon = ガシャポン) – บริษัท Bandai เข้าสู่ตลาด Capsule Toy ในช่วงทศวรรษที่ 1970 และจดทะเบียนชื่อนี้เป็นแบรนด์ของตน
* “พีคัพ” (P-Cup = ピーカップ) – เป็นชื่อที่มีการกล่าวถึงในโลกโซเชียลมีเดีย โดยผู้คนในช่วงอายุราว 40–50 ปีในปัจจุบัน ได้ต่างพากันเล่าว่า ตอนเด็ก ๆ พวกเขาเคยเรียก Capsule Toy ด้วยชื่อนี้มาก่อน โดยมีการกล่าวกันว่าชื่อ “พีคัพ” อาจมีที่มาจากบริษัทผู้ผลิตของเล่นชื่อ Cosmos แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ทั้งนี้ บริษัท Cosmos ได้ยื่นล้มละลายไปเดือนกุมภาพันธ์ 1988 โดยนอกจาก Capsule Toy แล้ว ทางบริษัทยังเคยผลิตเครื่องจำหน่ายของเล่นอัตโนมัติขนาดใหญ่ที่เมื่อหยอดเงินก็จะได้รับของเล่นชิ้นใหญ่กว่าปกติอีกด้วย
เหตุผลที่ทำให้ Capsule Toy ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในญี่ปุ่น?

เหตุผลที่ว่าทำไม Capsule Toy จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในญี่ปุ่นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 เหตุผลด้วยกัน คือ เหตุผลแรกญี่ปุ่นมีเหรียญหลายชนิดจึงสามารถกำหนดราคาสินค้าได้หลากหลายตามมูลค่าของเหรียญ ทำให้ผู้เล่นสามารถคุมหรือจำกัดงบประมาณของตนได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน Capsule Toy ส่วนใหญ่ที่เรามักจะพบเห็นได้ทั่ว ๆ ไป จำนวนมากจะมีราคาอยู่ที่ 400 เยน – 500 เยน แต่ในอดีตเคยมี Capsule Toy ราคาไม่แพง เช่น Capsule Toy ในราคาเพียงแค่ 10 เยน 100 เยน หรือ 250 เยน
ส่วนเหตุผลที่สอง คือ คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมชื่นชอบสะสมหรือเก็บของชิ้นเล็ก ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต เห็นได้จาก “เน็ตสึเกะ” (Netsuke = 根付) หรือเครื่องประดับหรือของแกะสลักขนาดเล็กของญี่ปุ่น ที่ใช้เป็นตัวล็อกสำหรับแขวนสิ่งของไว้กับสายคาดเอวของชุดกิโมโน หรือ “มาเมะฮอง” (Mamehon = 豆本) หรือ “หนังสือจิ๋ว” จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ว่าทำไม Capsule Toy เหล่านี้จึงได้รับความนิยมอย่างมากในสังคมญี่ปุ่น

ปัจจุบันความนิยมของ Capsule Toy สไตล์ญี่ปุ่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ยังได้รับความนิยมไปในหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย และดูเหมือนว่ากระแสความนิยมของเจ้า Capsule Toy นี้จะยังคงเติบโตต่อไปได้อีกอย่างยาวนานแน่นอนค่ะ ว่าแต่ชอบสะสม Capsule Toy แบบไหนกันบ้างคะ?
สรุปเนื้อหาจาก: mag.japaaan