ไม่ทราบว่าทุกคนเคยได้ยินคำว่า “ธนาคารเลือด” กันบ้างไหมคะ? ธนาคารเลือดถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกจัดให้เป็นรากฐานของระบบการบริจาคเลือดในปัจจุบัน ในคราวนี้เราจะพาไปไล่เรียงเหตุการณ์ที่มาที่ไปสู่การก่อตั้งและประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับระบบนี้กันค่ะ
การถ่ายเลือดครั้งแรกเริ่มขึ้นเมื่อไร?

“การถ่ายเลือด” ได้เกิดขึ้นในญี่ปุ่นมาตั้งแต่เมื่อปีไทโชที่ 8 (ปี ค.ศ. 1919) โดยถือว่าเกิดขึ้นประมาณ 100 ปีที่แล้ว แต่ทว่าเหตุการณ์ถ่ายเลือดที่หลายคนจดจำได้และทำให้ประชาชนทราบถึงความสำคัญของการถ่ายเลือดหรือการบริจาคเลือด คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีโชวะที่ 5 (ปี ค.ศ. 1930) ที่ นาย ฮามากูจิ โอสาจิ (Hamaguchi Osachi = 濱口 雄幸) นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของญี่ปุ่นได้ถูกลอบยิงสังหารจากทหารกลุ่มหัวรุนแรงชาตินิยมฝ่ายขวาที่ไม่พอใจนโยบายทางการเมืองและการต่างประเทศของเขา โดยเฉพาะการจำกัดกำลังทางด้านทหารเรือของญี่ปุ่น
ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่งก็ คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีโชวะที่ 11 (ปี ค.ศ. 1936) ของ นาย ซูซูกิ คันทาโร่ (Suzuki Kantarou = 鈴木 貫太郎) (ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นสมุหพระราชวัง ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 42 ของญี่ปุ่น) ได้ถูกยิงในเหตุการณ์ 2.26 ซึ่งเป็นเหตุการณ์การก่อรัฐประหารโดยทหารบกชั้นล่างประมาณ 1,400 นาย ของกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่มแนวคิดการกระทำเพื่อสมเด็จพระจักรพรรดิหรือที่เรียกว่ากลุ่มโคโดฮะ* (Kudouha = 派行動派) เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1936
*เป้าหมายของพวกเขาคือต้องการจะขับไล่ผู้นำทางรัฐบาลและกวาดล้างอิทธิพลของข้าราชการ เหล่าเศรษฐีชนชั้นสูงที่ถูกมองว่าได้ทำการฉ้อฉลและมีเจตนาต่อต้านเจตจำนงของสมเด็จพระจักรพรรดิ"โดยนี่ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างกลุ่มทหารหัวรุนแรงกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเหตุการณ์นี้ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญนำไปสู่การเสื่อมถอยลงของอำนาจทางระบบประชาธิปไตย เพิ่มพลังอำนาจและอิทธิพลให้แก่กองทัพ ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเข้าสู่สงครามแปซิฟิกหรือสงครามมหาเอเชียบูรพาและสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย
*เกร็ดความรู้*

(ด้านขวา) ซูซูกิ คันทาโร่ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1948)
(1) ฮามากูจิ โอสาจิ
ฮามากูจิ โอสาจิ (Hamaguchi Osachi = 濱口 雄幸) เป็นนักการเมืองญี่ปุ่นผู้มีบทบาทสำคัญในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการที่ไว้หนวดเคราและมีนิสัยกล้าพูดตรงไปตรงมา โดยไม่อ้อมคอมทางการเมืองจึงได้รับฉายาว่า “นายกรัฐมนตรีสิงโต”
ทั้งนี้ เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนต์คนที่ 24 ของญี่ปุ่น (ปี ค.ศ. 1929 – ปี ค.ศ. 1931) โดยเป็นผู้ผลักดันนโยบายเศรษฐกิจแบบรัดเข็มขัดเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ปรับลดรายจ่ายภาครัฐและตัดงบประมาณในหลายภาคส่วนรวมถึงงบกลาโหม เน้นไปที่การรักษาดุลการคลังและค่าเงินเยนให้มั่นคง รวมถึงยังเป็นผู้สนับสนุนการลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการจำกัดและการลดอาวุธทางรัฐนาวี (Treaty for the Limitation and Reduction of Naval Armament) หรือ สนธิสัญญารัฐนาวีกรุงลอนดอน (London Naval Treaty) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาการตกลงระหว่างสหราชอาณาจักร จักรวรรดิ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 22 เมษายน 1930 (เนื้อหาคือเป็นการวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการรบด้วยเรือดำน้ำ และการจำกัดจำนวนการต่อเรือรบของภาคีสนธิสัญญา ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่กองทัพญี่ปุ่นไม่เห็นด้วย)
จากการพยายามควบคุมบทบาทของกองทัพ ทำให้เขาเผชิญกับความไม่พอใจจากกลุ่มทหารหัวรุนแรงชาตินิยมฝ่ายขวา ทำให้เกิดการลอบยิงสังหารขึ้นในวันที่ 14 พฤศจิกายน 1930 ขณะอยู่ที่สถานีรถไฟโตเกียวซึ่งกำลังจะเดินทางไปจังหวัดโอกายามะเพื่อเยี่ยมชมดูการฝึกซ้อมของกองทัพบก แม้ว่าการถ่ายเลือดจะประสบความสำเร็จช่วยทำให้เขารอดชีวิตได้แต่ก็เสียชีวิตจากอาการแทรกซ้อนในภายหลังต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 1931

(2) ซูซูกิ คันทาโร่
ซูซูกิ คันทาโร่ (Suzuki Kantarou = 鈴木 貫太郎) ในเหตุการณ์ 2.26 แม้ว่าตัวเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระสุนและถูกฟันด้วยดาบ แต่กลับรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ทั้งนี้ เขาได้เคยดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 42 (ดำรงตำแหน่งในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ระหว่างวันที่ 7 เมษายน 1945 – 17 สิงหาคม 1945) ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเหตุการณ์ที่สำคัญในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง คือ การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 และที่นางาซากิ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945
นายซูซูกิพยายามหาทางยุติสงครามโดยการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ผ่านช่องทางลับ เช่น ผ่านรัสเซีย รวมไปถึงผลักดันให้สมเด็จพระจักรพรรดิตัดสินใจประกาศว่าญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม โดยที่มามาจากการประชุมต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จจักรพรรดิเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945 เพื่อหาข้อสรุปว่าญี่ปุ่นจะทำอย่างไร โดยตัวเขาได้แสดงจุดยืนที่สำคัญว่า
“แม้เรา(ญี่ปุ่น)จะสามารถต่อสู้ไปได้อีกระยะหนึ่ง แต่ประชาชนจะไม่มีอะไรเหลือเลย เราควรจบสงครามเพื่อปกป้องอนาคตของชาติและราชวงศ์”
โดยในการประชุมครั้งนี้ความคิดเห็นได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งต้องการ “สู้ต่อไป” แต่ทางอีกฝ่ายคือตัวเขาและพรรคพวกต้องการ “ต้องการยอมจำนน” ตามที่สหรัฐฯ บอกไว้ในข้อปฏิญญาแห่งพอตส์ดัม (Potsdam Declaration) ว่า ถ้าญี่ปุ่นไม่ยอมจำนนญี่ปุ่นจะต้องเผชิญกับการทำลายล้างอย่างสิ้นเชิงจากสหรัฐฯ ทำให้สมเด็จจักรพรรดิฮิโรฮิโตะหรือสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะจึงได้ตัดสินใจเข้าแทรกแซงด้วยพระองค์เอง โดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างสุดใจที่จะยุติสงครามนี้โดยเร็ว เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานของประชาชน” ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่สมเด็จพระจักรพรรดิทรงตัดสินใจทางการเมืองโดยตรง
ทั้งนี้ นายซูซูกิได้รับการยกย่องว่าเป็น “รัฐบุรุษผู้หยุดสงคราม” โดยเขาได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังสิ้นสุดสงคราม แต่ไม่ถูกดำเนินคดีในฐานะอาชญากรสงคราม เนื่องจากมีบทบาทในการช่วยยุติสงครามนั้นเอง
การก่อตั้งธนาคารเลือดและปัญหามากมายที่ตามมา

ในช่วงแรกของการถ่ายเลือดจะใช้วิธีการถ่ายเลือดแบบ “ส่งเลือดจากผู้บริจาคโดยตรงเข้าสู่ร่างกายของผู้รับเลือด” แต่เนื่องจากถ่ายเลือดแบบนี้นำมาสู่ปัญหาการติดเชื้อซิฟิลิส (Syphilis) ขึ้นบ่อยครั้ง กล่าวคือ ทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยตามมา ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงได้มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อให้มาดูแลกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเลือด เช่น การผลิตและเก็บรักษาเลือดให้มีความปลอดภัยสูงที่สุด จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “ธนาคารเลือดโตเกียวแห่งสภากาชาดญี่ปุ่น” ขึ้นเมื่อปีโชวะที่ 27 (ปี ค.ศ. 1952) โดยสภากาชาดญี่ปุ่นได้รับความช่วยเหลือทั้งในเรื่องของการอบรมฝึกสอนขั้นตอนในการถ่ายเลือด รวมไปถึงได้รับบริจาคเครื่องมือเครื่องใช้รวมไปถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการถ่ายเลือดใช้ถ่ายเลือดจากสภากาชาดสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ซึ่งธนาคารเลือดโตเกียวแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของศูนย์เลือดแห่งสภากาชาดญี่ปุ่นในปัจจุบันอีกด้วย

ทว่าการบริจาคเลือดแบบไม่ได้รับค่าตอบแทนยังไม่เป็นที่รู้จักหรือยอมรับมากนักในขณะนั้น รวมไปถึงการก่อตั้งธนาคารเลือดที่บริหารด้วยหน่วยงานเอกชนได้มีเกิดขึ้น จึงทำให้เกิด “ปัญหาการซื้อเลือดด้วยเงิน” หรือที่เรียกกันว่า “การขายเลือด” เกิดขึ้น โดยในขณะนั้นญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก ผู้คนจำนวนมากจึงเลือกที่จะไปยังธนาคารเลือดที่รับซื้อเลือดด้วยเงิน มากกว่าธนาคารเลือดของสภากาชาดที่ไม่ให้เงินตอบแทน ด้วยเหตุนี้ธนาคารเลือดของสภากาชาดญี่ปุ่นจึงประสบปัญหาในการจัดหาเลือดเป็นอย่างมาก

รวมไปถึง “ปัญหาเลือดเหลือง” ก็เป็นปัญหาทางสังคมที่ใหญ่มากในตอนนั้น โดยผู้ขายเลือดส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีปัญหาทางด้านการเงินในการดำรงชีวิต ทำให้บางคนเลือกที่จะขายเลือดเป็นจำนวนหลายครั้งใน 1 เดือน (ซึ่งตามปกติแล้วการบริจาคเลือดนั้น หลังจากที่บริจาคเลือดไปแล้ว 1 ครั้ง ต้องรออย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ เพื่อที่ร่างกายของเราจะได้สามารถสร้างเลือดที่ดีแล้วสามารถนำไปบริจาคได้อีกครั้ง เพราะหากไม่เว้นช่วงเวลาให้เหมาะสมในการบริจาคเลือดแต่ละครั้ง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริจาค เช่น ป่วยเป็นโรคตับอักเสบได้) นอกจากนี้ หากทำการบริจาคเลือดก่อนที่เม็ดเลือดแดงจะฟื้นตัวเต็มที่ เลือดที่บริจาคนั้นก็จะมีคุณภาพที่ไม่ดี เกิดเป็นเลือดเหลืองนั้นเองค่ะ

จากปัญหาด้านสุขภาพและความปลอดภัยเหล่านี้ รวมถึงปัญหาในเชิงจริยธรรมของการขายเลือด ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเร่งดำเนินการจัดระบบและระเบียบด้านการจัดการเลือด จึงทำให้จำนวนของธนาคารเลือดที่บริหารด้วยหน่วยงานเอกชนได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนท้ายที่สุดในปีเฮเซที่ 2 (ปี ค.ศ. 1990) การขายเลือดในญี่ปุ่นก็ได้ถูกยุติและถือว่าเป็นการกระทำต้องห้ามอย่างสมบูรณ์ค่ะ

แม้ว่าในปัจจุบันจะยังมีผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นบางคนที่พอเวลาพูดถึงการบริจาคเลือดแล้วจะยังคงไม่มีความรู้สึกไม่ดี รวมไปถึงมองว่าการบริจาคเลือดเป็นสิ่งที่ไม่ดีอยู่ ก็เนื่องจากครั้งหนึ่งในสมัยอดีตการบริจาคเลือดเคยเป็นปัญหาทางประวัติศาสตร์ระดับชาติมาก่อน และเพราะมีเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์เช่นนี้นั่นเองค่ะ แม้ในโลกปัจจุบันเทคโนโลยีจะเจริญก้าวหน้าไปมากเพียงใดก็ตาม แต่เลือดยังถือว่าเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่สามารถสร้างหรือผลิตขึ้นมาเองได้ง่าย ดังนั้นถ้าใครอยากทำบุญด้วยวิธีใหม่ ๆ นอกจาก เข้าวัด ถวายโลงศพ บริจาคให้เด็กกำพร้า เป็นต้นแล้ว ลองเปลี่ยนมาเป็บริจาคเลือดกันดูค่ะ เพราะการบริจาคเลือดสามารถช่วยต่อชีวิตใครต่อหลายคนได้ ซึ่งถือว่าเป็นการทำบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan.com และ bs.jrc.or.jp