ด้ายแดง

มีใครเคยแอบคิดไหมว่า “ถ้าหากมีด้ายแดงแห่งโชคชะตาเชื่อมระหว่างเรากับเขาคนนั้นไว้ด้วยกันก็คงจะดีสินะ” ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในวัยรักหวานแหวว คนที่กำลังตกอยู่ในห้วงของความรัก หรือทั้งคนที่กำลังจะแต่งงานแล้วก็ตาม น่าจะเป็นกลุ่มคนที่เชื่อในเรื่องของ “ด้ายแดงแห่งโชคชะตา” มากกว่าใคร ว่าแต่ด้ายแดงที่พูดต่อ ๆ กันมานั้น ทำไมถึงเป็นสีแดง? แล้วทำไมถึงผูกอยู่ที่นิ้วก้อยมือซ้ายนะ? บทความนี้จะมาเล่าถึงความหมายและที่มาของคำว่า “ด้ายแดงแห่งโชคชะตา”

ความหมายและที่มาของ “ด้ายแดงแห่งโชคชะตา”

ด้ายแดง

ด้ายแดงแห่งโชคชะตา” มีที่มาจากเรื่องเล่าที่เขียนขึ้นในช่วงราชวงศ์ซ่งเหนือของจีน (ปี 960 – 1127) โดย ไทเฮโกกิ (太平広記, Taihei Koki) ซึ่งเรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมามีดังนี้

เรื่องมีอยู่ว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งในระหว่างการเดินทางนั้น เขาได้พบกับชายชราที่ดูแปลกประหลาด ชายชราคนนั้นจริง ๆ แล้วเป็นเทพเจ้ามาจากอีกภพหนึ่ง และเป็นผู้ที่จัดแจงเรื่องคู่แต่งงานของผู้คนในโลกมนุษย์ ชายชราผู้นี้จะผูกเชือกแดงที่ข้อเท้าของคู่ชายหญิงที่จะต้องแต่งงานกันเข้าไว้ด้วยกัน ชายชราได้บอกกับชายหนุ่มว่า

“เชือกสีแดงเส้นนั้นจะไม่มีวันขาดออกจากกัน ไม่ว่าทั้งสองคนนั้นจะอยู่ห่างไกลแสนไกลกันแค่ไหน ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพสภาวะแบบใด เมื่อเชือกเส้นนั้นได้ผูกเข้าที่ข้อเท้าของพวกเขาแล้ว ชะตาชีวิตของทั้งสองคนในชาตินี้จะถูกผูกเข้าไว้ด้วยกัน”

ชายหนุ่มเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ถามชายชราว่า การหมั้นหมายของเขาที่จะมีขึ้นจะเป็นไปอย่างราบรื่นไหม ทว่าชายชรากลับตอบว่า “ไม่ราบรื่นเพราะว่าเจ้านั้นได้ถูกเชือกแดงผูกไว้กับคนอื่นอยู่ก่อนนี้แล้ว” ชายหนุ่มจึงถามต่ออีกว่า “ตัวเรานั้นถูกเชือกแดงผูกไว้อยู่กับใคร” ชายชราตอบว่า “เป็นเด็กหญิงอายุ 3 ขวบที่หญิงชรากำลังอุ้มอยู่ที่ในตลาด” ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ จึงสั่งให้คนรับใช้ของเขาไปฆ่าเด็กหญิงเสีย คนรับใช้ของเขาใช้ดาบแทงไปที่หว่างคิ้วของเด็กหญิงแล้วหนีไป แต่สุดท้ายแล้วเด็กหญิงคนนั้นก็กลับรอดชีวิตมาได้

หลังจากนั้น 14 ปีต่อมา งานแต่งงานของชายหนุ่มคนนั้นก็ไม่ได้ถูกจัดขึ้น และเจ้านายของเขาก็ได้แนะนำลูกสาววัย 17 ปี ให้กับเขา เมื่อชายหนุ่มได้รู้ว่าหญิงสาวคนนี้มีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการถูกดาบฟันอยู่ที่หว่างคิ้ว ทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เจ้านายของเขาจึงเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาวเมื่อตอนนั้นว่า “ในตอนที่เธอยังเป็นเด็ก ตอนนั้นเธออยู่ที่ตลาดกับแม่นม เธอถูกพวกอันพาลทำร้าย” ทำให้เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือคนเดียวกับที่เขาเป็นคนสั่งให้ฆ่านั่นเอง เขาตกใจมากเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ชายชราได้พูดในตอนนั้นกลายเป็นเรื่องจริง การจับคู่กันของชายหญิงนั้นคงจะถูกพระเจ้ากำหนดมาแล้ว ทำให้เขาเข้าใจแล้วว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะฝืนได้ เขาจึงได้ตัดสินใจแต่งงานกับหญิงสาวคนนี้ ว่ากันว่าชายหนุ่มนั้นดูแลหญิงสาวเป็นอย่างดี เพราะว่านี่คือสายสัมพันธ์ที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นมา หลังจากนั้นนับวันทั้งสองยิ่งมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นและใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข

การเปลี่ยนแปลงจาก “เชือกสีแดง” มาเป็น “ด้ายแดง” ในญี่ปุ่น

ด้ายแดง

จากเรื่องเล่านี้ได้กล่าวถึงว่าเชือกแดงนั้นผูกอยู่ที่ข้อเท้าแต่ทำไมเรื่องเล่าในญี่ปุ่นถึงได้กลายเป็นด้ายแดงผูกอยู่ที่นิ้วก้อยมือซ้ายไปได้นะ? งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าเพราอะไร

 1. ทำไมถึงต้องเป็นสีแดง?

ด้ายแดง

มีความคิดเห็นต่าง ๆ ที่พูดถึงว่าทำไมต้องเป็นสีแดง และมีที่กล่าวไว้ว่าเพราะในประเทศจีนนั้นสีแดงถือกันว่าเป็นสีมงคล สีแดงเป็นสีที่เป็น “สัญลักษณ์ของความสุข” และสีแดงมักจะถูกนำไปใช้ในงานเฉลิมฉลองอย่างเช่นในงานแต่งงาน นอกจากนั้นแล้วยังมีความคิดที่ว่าสีแดงนั้นหมายถึง “ความสัมพันธ์ทางสายเลือด” อยู่อีกด้วย ดังเช่นความสัมพันธ์ของสามีภรรยานั้น ในแรกเริ่มต่างก็เป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน แต่เมื่อแต่งงานกันไปแล้วก็จะค่อย ๆ กลายเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นลึกซึ้งเสมือนกับเป็น “ความสัมพันธ์ทางสายเลือด”

2. ทำไมถึงผูกอยู่กับนิ้วก้อยมือซ้าย?

จากที่มาซึ่งกล่าวไปข้างต้นนั้นพูดถึง “ข้อเท้า” แต่ในญี่ปุ่นนั้นทำไมถึงกลายเป็น “นิ้วก้อยมือซ้าย” ไปได้นะ กล่าวกันว่าน่าจะเป็นเพราะการนำที่มาของเรื่อง “แหวนแต่งงาน” มารวมกับเรื่องของ “การเกี่ยวก้อยสัญญา” จึงทำให้กลายมาเป็น “นิ้วก้อยมือซ้าย” นั่นเอง

  • แหวนแต่งงาน: ในสมัยก่อนชาวตะวันตกเชื่อกันว่ามีเส้นเลือดจากนิ้วนางข้างซ้ายที่เชื่อมต่อตรงเข้ากับหัวใจ จากคำกล่าวนี้ นิ้วนางข้างซ้ายจึงถูกเรียกว่าเป็น “นิ้วที่อยู่ใกล้กับชีวิตที่สุด” “นิ้วที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักแบบสุดหัวใจ” “นิ้วที่เชื่อมโยงกับหัวใจอันบริสุทธิ์” เป็นต้น เมื่อได้สวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายแล้วก็เท่ากับเป็นการสาบานว่าจะ “รักนิรันดร์” และ “รักยิ่งชีวิต”
  • การเกี่ยวก้อยสัญญา (ゆびきり、ยูบิกิริ) : เขียนด้วยตัวอักษรคันจิว่า “指切” (指 หมายถึงนิ้ว และ 切 หมายถึง ตัด) กล่าวกันว่ามีที่มาจาก ในยุคเอโดะ (ปี 1603-1868) ซึ่งหญิงขายบริการย่านโคมแดงโยชิวาระ (吉原,Yoshiwara) จะตัดปลายนิ้วก้อยของตัวเองแล้วส่งไปให้กับชายคนที่เธอชอบ สิ่งนี้เป็นเหมือนเครื่องพิสูจน์ถึงคำสาบานที่ชายหญิงมีให้กันว่าจะรักกันตลอดไป แม้ว่าการตัดนิ้วก้อยจะได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่ก็เป็นการแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่า “ฉันรักคุณมากถึงขนาดนั้นเลยนะ” อย่างไรก็ตามอาจจะมีบ้างที่ใช้การตัดผมและเล็บแทนการตัดนิ้วก้อย ทว่าผมและเล็บมันก็ยังงอกขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้นการตัดนิ้วก้อยที่ไม่สามารถงอกขึ้นมาได้อีกแล้วนั้นจึงเป็น “การแสดงออกถึงคำสาบานที่หนักแน่น”

จากที่เล่ามาจะเห็นได้ว่า “แหวนแต่งงาน” ที่เป็นเสมือนคำสาบานว่าจะรักกันตลอดไปนั้นสวมอยู่ที่ “มือซ้าย” และ “การเกี่ยวก้อยสัญญา” ที่หมายถึงการให้คำมั่นสัญญานั้นเกี่ยวพันกันกับนิ้วก้อย ดังนั้นในญี่ปุ่นด้ายแดงแห่งโชคชะตานั้นจึงมาผูกอยู่ที่ “นิ้วก้อยมือซ้าย” นั่นเอง

3.ทำไมในญี่ปุ่นถึงเป็น “ด้าย” ทั้งที่ของจีนนั้นเป็น “เชือก”

ด้ายแดง

เชื่อกันว่า หลังจากที่เรื่องเล่าในข้างต้นนี้ได้ถูกเล่าต่อ ๆ กันมาจนมาถึงที่ญี่ปุ่น จาก “เชือก” ก็เลยถูกเปลี่ยนไปเป็น “ด้าย” ซึ่งจริง ๆ แล้วที่มาของเรื่องนี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ด้วยขนาดของเชือกนั้นดูหนาเกินไปที่จะผูกเข้ากับนิ้ว อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนจากเชือกเป็นด้ายนั่นเอง

เรื่องเล่าของด้ายแดงจากทั่วทุกมุมโลก

ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับด้ายแดงอยู่เหมือนกัน แต่ที่พูดถึง “ด้ายแดงผูกกับนิ้วก้อยมือซ้าย” นั้นมีแค่ที่ญี่ปุ่นเพียงที่เดียว นอกจากนั้นแล้ว เรื่องเล่าของจีนที่พูดเกี่ยวกับ “เรากับเนื้อคู่ถูกผูกกันไว้ด้วยด้ายแดง(เชือก)” ดูเหมือนว่าจะเป็นที่รู้จักกันอยู่แค่เฉพาะในฝั่งเอเชียตะวันออกเท่านั้น มาดูกันว่าในประเทศอื่น ๆ นั้นเค้ามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับด้ายแดงว่าอย่างไรกัน

  • อินเดียและบางประเทศในเอเชีย:ในพิธีแต่งงานจะมีขนบธรรมเนียมที่ผูกเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวไว้ด้วยกันด้วยเชือกหรือผ้าสีแดง เพื่อขอพรให้ทั้งสองมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น
  • ชาวยิว: มีขนมธรรมเนียมการพันไหมพรมสีแดงที่ข้อมือซ้ายเพื่อปกป้องตนเองจากเรื่องร้าย
  • อเมริกา: เชื่อกันว่าด้ายแดงถือเป็นเครื่องรางแห่งความโชคดี

คุณเองเคยแอบคิดไหมว่า “สักวันหนึ่งฉันคงจะได้พบกับคนที่ผูกพันกันไว้ด้วยด้ายแดงแห่งโชคชะตาอย่างแน่นอน” ฟังดูเป็นเรื่องที่โรแมนติกมากทีเดียวเชียว

ด้ายแดงแห่งโชคชะตาที่ผูกกับนิ้วก้อยมือซ้ายของเรานั้นคงจะเชื่อมอยู่กับใครสักคน ว่าแต่ตอนนี้คน ๆ นั้นเขาอยู่ที่ไหนกันนะ? แต่นึกไปก็น่าเสียดายนะที่ด้ายแดงแห่งโชคชะตานั้นไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา เราเองก็คงจะไม่มีทางรู้เลยว่าเขาคนนี้จะใช่คน ๆ นั้นหรือไม่

สรุปเนื้อหาจาก jpnculture.net
ผู้เขียน : Hikary

conomin

conomin คือกลุ่มนักเขียนใหม่ของ conomi ที่คอยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่น เพื่อคนรักญี่ปุ่น จากปลายปากกาคนรักญี่ปุ่นด้วยกัน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า